One-shot

[SF] 12시 34분「'Nothing Better'」

posted on 25 Sep 2009 17:27 by kyokoong  in One-shot

[SF] 12시 34분「'Nothing Better'」

 TVXQ Fan Fiction

Author: Kyokoong
Style: Yaoi
Couple: Yunho/Jaejoong
Category: Romance, -ผู้ชายที่อบอุ่นที่สุดในโลก-
Rating : พีจี อิ๊ๆ


Note ________________xx



ยังสอบไม่เสร็จ รู้สึกเสียดายชีวิตมากที่เพิ่งมาฟัง Nothing better เอาป่านนี้
เพลงไรไม่รู้ เพราะ ซึ้ง น้ำตาจะไหล โอยๆๆ เทพร้องเพราะเกินไปแล้ว
ฟังปุ๊บหาเนื้อ อ่านคำแปลไป โอ้ว ตาย ความหมายดีมากๆๆ อย่างนี้ต้องแต่งฟิคละ!
นั่งละเลงแต่เช้ามันเลยได้เรื่องนี้มา เป็นฟิคซองเต็มรูปแบบ ชื่อเรื่อง เนื้อเรื่อง เนื้อร้อง
สาระไม่มี มีแต่ความอบอุ่นของพ่อยอดชายสุดหัวใจ 5555555555555555555555+

เอาล่ะๆ ไปอ่านกันๆ อย่าลืมเปิดหรือจิ้มบีจีซองทางนี้เลย >>> Nothing Better-TVXQ!

 

Ps. ขอบคุณเนื้อเพลงและคำแปลจากคุณ
Toeyunho ณ ห้อง Lyrics ด้วยนะคะ พร้อมเครดิตเต็ม


Credits:fly-away+footy@soompi+dnbn
Shared by:dbsknights
Thai translation: korazy_minnie@tvxqdreamland

------------------------------------



12시 34분「'Nothing Better'」




ดอก ลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ถูกจัดลงใส่ช่อด้วยความทะนุถนอมประดุจแก้ว ทุกดอกล้วนสดราวกับว่าเพิ่งผลิดอกแตกออกเมื่อวินาทีที่แล้ว กลีบนวลสีขาวทุกกลีบนวลเรียบไร้รอยผลิแตกแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งมวลถูกรวมไว้ในช่อกระดาษแก้วสีสวย โดยมีเจ้าของเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดนักศึกษาที่ยังคงประคองมันด้วยอ้อมแขน แกร่งตั้งแต่เช้า และยังไม่มีทีท่าว่าจะมอบให้ใครเสียทีทั้งที่สาวๆ เกือบทั้งมหาลัยยืนยิ้มรอกันจนเมื่อยปากแล้วก็ตาม

“เฮ้ย ไอ้ยุน เดินถือดอกไม้เด่นทั้งวันเลยนะมึง! ให้ๆ ไปสักทีเถอะ เห็นสาวๆ พวกนั้นยืนรอของในมือแกกันหน้าสลอนแบบนั้นแล้วอิจฉาเพื่อนว่ะ”

เสียง ทุ้มคุ้นเคยของเพื่อนร่วมคณะ ‘โจคยูฮยอน’ ดังขึ้น เรียกสายตาคมที่ดูมีความสุขกว่าทุกวันให้หันไปมองได้ไม่ยากเย็น หาแต่ใครจะรู้บ้างว่าในดวงตาเปี่ยมสุขนั้น เจือไว้ด้วยความเศร้าระคนกัน


“ยังให้ไม่ได้หรอก เจ้าของเค้าไม่อยู่”


ยุ นโฮตอบสั้นๆ พลางยกยิ้มมุมปาก เรียกเสียงโห่แซวจากเพื่อนในกลุ่มได้อยู่มากโข น่าแปลก ที่เป็นเพื่อนกับไอ้หมอนี่มาสองปีตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่หล่อจนถึงขนาดว่าได้เป็นเดือนคณะของวิศวกรรม คณะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของคนหล่อ เท่ มีสมอง แล้วแท้ๆ มีผู้หญิงสวยตั้งแต่ธรรมดาไปจนถึงระดับนางแบบเข้ามาเสนอตัวให้ถึงที่ไม่รู้ กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หากแต่ก็ไม่มีสักครั้งที่ยุนโฮจะให้ความหวังหรือแม้แต่จะแสดงออกว่าคนใจสัก นิดก็ยังไม่มี

จากปีหนึ่งที่โสดกันยกกลุ่ม...ก็ออกโหวตกันว่าคนที่หาแฟนได้คนแรกคงจะเป็นไอ้ยุนโฮ...

จนปีสอง คยูฮยอน ชางมิน ยูชอน ก็เริ่มควงกิ๊กๆ กั๊กๆ รักง่าย หน่ายเร็วกันไปกันหมดแล้ว ไอ้ยุนโฮก็ยังไม่มีแฟน..

จนตอนนี้ปีสาม มีเจ้าของกันหมดทั้งกลุ่มแล้ว ...ไอ้ยุนโฮก็ยังไม่มีแฟน...


เป็นชองยุนโฮผู้ชายคนเดิม...ที่มักจะซื้อลิลลี่สีขาวช่อใหญ่มาถือเอาไว้ในวันวาเลนไทน์...


เดินไปทั่วมหาลัยโดยกำลิลลี่ช่อนั้นไว้ในมือ...

จนสาวๆ ทุกคนชะเง้อหน้ามองอยากจะเป็นเจ้าของดอกลิลลี่ช่อนั้นใจจะขาด

แต่จนทั้งวัน...ก็ไม่มีใครพบเจ้าของลิลลี่ช่อนั้น

และสุดท้ายมันก็จะตกไปอยู่ในแจกันเก่าๆ ที่บ้านของยุนโฮเอง ...ผ่านไปเป็นปี...

เวียนจนกลับมาครบวาเลนไทน์อีกปีเท่านั้น...ที่ยุนโฮจะเปลี่ยนช่อดอกไม้ในแจกันนั้นใหม่อีกหนึ่งครั้ง...


คยูฮยอนเห็นแบบนี้มาสามปี


โดยที่ไม่รู้จริงๆ ว่า ยุนโฮจะทำแบบนี้มาแล้วทั้งหมดกี่ปี...

เคยถามหลายครั้ง แต่เจ้าตัวก็ยิ้ม แล้วตอบคำถามด้วยคำพูดเดิมๆ ...’ยังให้ไม่ได้หรอก...เจ้าของเค้าไม่อยู่น่ะ’

ทุกคราวเขายังอดทนและคิดว่ามันเป็นเรื่องของเพื่อนไม่อยากจะเสือกได้ตลอด

แต่รอยยิ้มของยุนโฮที่เห็นในวันนี้ ...ทำให้ทนไม่ไหวอีกต่อไป...

“เฮ้ย ชางมิน!” นั่งเหม่อๆ อยู่ได้ซักพัก หลังจากมองตามเพื่อนรักที่ถือช่อดอกไม้เดินเลี่ยงออกไปเพราะอาจารย์เรียก จนเพื่อนอีกคนที่นั่งสรุปเนื้อหาวิชาสุดท้ายก่อนสอบอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมา มอง

“หืม?”

“เจ้าของดอกไม้นั่นอยู่ที่ไหนกันแน่วะ ...รู้ไหม?” เขาขมวดคิ้ว “ไอ้ยุนโฮมันทำอะไรของมันกันแน่?”

คำ ถามกับท่าทางสับสนสุดๆ ของคยูฮยอนทำเอาชางมินหัวเราะออกมาเบาๆ ในทันทีที่เพื่อนถาม ปาร์คยูชอนที่ดูเหมือนจะหลับสนิทอยู่บนเก้าอี้ม้าหินข้างๆ กันก็ลุกโพล่งขึ้นมา

“เออ นั่นดิ กูก็อยากรู้ ชางมินรู้ไหม? นายอยู่กับไอ้ยุนโฮมาตั้งแต่มัธยมปลายนี่?”



เสียงใบไม้ไหวจนกลีบของเมเปิ้ลร่วงหล่นลงมาบนตัก

มือกว้างหยิบมันขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ก่อนจะใช้สายตาหลังกรอบเลนส์แว่นมองไปบนท้องฟ้าที่โปร่งไร้เมฆใดๆ



“ยุนโฮ....มันยังรออยู่”



……………
……….



14 February , 2005



ขา เรียวก้าวเดินเข้ามาในห้องโสตที่ผนังถูกปิดเป็นที่เก็บเสียงทั้งหมด ดวงตาคมลอบมองแผ่นหลังบางที่นั่งอยู่บนแกรนด์เปียโนสีดำตัดกับสีผิวของฝ่า มือที่กำลังบรรเลงท่วงทำนองหวานละมุนด้วยความหวานซึ้งจากหัวใจ เสียงเต้นแรงๆ จากก้อนเนื้อในอกที่มักจะเป็นอย่างนีเช่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเปียโนของ ร่างบางตรงหน้านี้ ทำให้ยุนโฮรู้สึกหวั่นไหวและหลงรักมันมาตลอดสองปีที่ผ่านมา


แม้วันนี้เสียงที่ได้ยินจะดูเศร้าหมองจนน่าใจหายไม่เหมือนกับวันอื่นๆ ที่ผ่านมาก็ตาม


เขาคงคิดไปเอง...

เขาเดินเข้าไปใกล้ ยิ้มบางให้คนที่ยังไม่รู้ตัว ก่อนจะวาดแขนโอบรอบเอวบางนั้นพลางแก้มใบหน้าลงกับแก้มใส

“ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ...?”

สัมผัส ที่มักจะทำให้ร่างบางตกใจทุกครั้งจากการมาอย่างไม่รู้ตัวของร่างสูง เรียกให้ไหล่เล็กสะดุ้ง ก่อนใบหน้าหวานสวยราวกับนางฟ้านั้นจะหันกลับมายังเขา

ใช้ดวงตากลมโตสีดำสนิทนั้น...จ้องมองเขา...

แววตาที่เปี่ยมไปด้วยรักล้นหัวใจ...


รักที่คิมแจจุง...มีให้ชองยุนโฮ...


“หยะ ยุนโฮ...”


มือ บางละออกจากคีย์เปียโนขาวดำตรงหน้า ดวงตาใสแจ๋วคลอน้ำหน่วยใสใกล้หยด ใบหน้าที่มักประดับด้วยรอยยิ้มหวานบัดนี้ดูเศร้าหมองเต็มที จนยุนโฮอดไม่ได้ที่จะรั้งไหล่เล็กนั้นมากอดเอาไว้ หวังปลอบประโลมบุคคลที่ไม่ต่างอะไรกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา

“เป็นอะไร..หืม....”

หลัง จากได้รับแมสเสจจากแจจุงคนรักว่ามีเรื่องจะคุยด้วยในวันนี้ ยุนโฮก็รีบสสลัดงานทุกอย่างทิ้งแล้วมาหาร่างบอบบางที่ห้องโสตตึกดนตรี ห้องเดิมที่ยุนโฮใช้เฝ้ามองร่างบางจากที่ตรงนี้ มองมาตลอดสองปี จากเป็นเพียงคนแอบรัก ได้เป็นเพื่อน และกลายเป็นคนรัก ดังนั้นที่นี่จึงเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง


หรือแม้แต่จุดจบ..


“เรา....เลิกกันได้ไหม..?”


“.....”

ทันทีที่เสียงนั้นสะท้อนก้อง ฝ่ามือหนาที่กำลังลูบประคองแผ่นหลังบางที่สั่นไหวนั้นก็หยุดชะงัก

และนั่นยิ่งทำให้แจจุงร้องไห้หนักขึ้น...และแผ่นหลังนั้นก็สั่นไหวแรงขึ้น

ไม่มีคำถามจากยุนโฮว่าทำไม ไม่มีสักนิดดวงตาที่มองมาอย่างตัดพ้อ

มีเพียงฝ่ามือคู่เดิมที่ลูบลงบนเส้นผมเส้นเล็กของเขาอย่างอ่อนโยน...เหมือนทุกครั้ง


เหมือนตลอดสองปีที่ผ่านมา...


“แจ จุง...ฮึก แจจุงทนทำให้ยุนโฮเจ็บต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว...ทั้งๆ ที่แจจุงรู้ว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ ...แจจุงก็ยังฝืน.. ยุนโฮควรที่จะมีโอกาสได้เจอกับใครอีกหลายคน ไม่ควรต้องมาอยู่กับแจจุงที่ให้อะไรยุนโฮไม่ได้เลยสักอย่าง...”

“........”

“เพราะฉะนั้น..เราเลิกกันเถอะนะ แจจุงจะทิ้งยุนโฮ แจจุงจะเลิกกับยุนโฮ....ฮึก....”

ร่าง สูงฟังเสียงหวานที่พยายามเอ่ยตัดสัมพันธ์ด้วยน้ำเสียงสั่นที่แรงจนแทบจับ ความไม่ได้ เขายิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่ทั้งหวานและเศร้าหมองจนบอกอะไรไม่ได้ ฝ่ามืออุ่นเลื่อนไปประกบที่หลังมือบางขาวที่กำชายเสื้อเขาเบาๆ แล้วบีบมันเอาไว้


“อืม...เราเลิกกันนะ ไม่ร้องนะแจจุง...เลิกก็ได้...”


เสียงทุ้มที่เอ่ยเพียงประโยคนั้นทำให้แก้วตาใสสั่นหนักก่อนแจจุงจะร้องไห้ออกมาอีก...

คำพูดที่ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าอะไรก็ทำได้...ขอเพียงเขาหยุดร้องไห้...

คำพูดที่แม้ไม่ได้สื่ออะไรออกมา...แต่กลับสัมผัสได้แต่คำว่ารัก รักที่สุด ที่สุดแล้วเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะให้ใครได้...

หากเป็นคนอื่น คงจะตัดพ้อว่าทำไม ทำไมถึงบอกเลิก ทำไมถึงไม่รักกัน


แต่ถึงแจจุงไม่พูดอะไรออกมามากไปกว่านี้...ยุนโฮก็เข้าใจ


และยินดีรับความเศร้าหมองนั้นไว้ทั้งหมด...

ยุ นโฮมองคนบอกเลิกที่กลับกลายเป็นฝ่ายร้องไห้หนักราวกับเพิ่งถูกทิ้งเสียเอง ด้วยสายตาอ่อนโยน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแจจุงรักเขา แต่บางที คำว่า ‘คนรัก’ ก็ไม่สามารถมีอยู่ได้ตลอดไป..


แต่คงจะมีเพียงความรัก...ที่ยังคงเป็นนิรันดร์


“แจจุงจะทิ้งยุนโฮ..ฮึก...แล้วนะ ...ยุนโฮไม่โกรธแจจุงเหรอ?..”

เขา ยิ้มให้กับคำถามที่แสนน่ารักนั้น ก่อนจะรั้งร่างบอบบางนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอด “ต่อจากนี้ไป...ขอให้แจจุงมีความสุขมากๆ ...แล้วก็อย่าร้องไห้อีกนะ...”

เพราะเขาไม่อาจจะไปนั่งเช็ดน้ำตาให้แจจุงได้อีกแล้ว..

“แจ จุงไม่ต้องรักยุนโฮแล้วก็ได้...แต่ว่า ยุนโฮจะรักแจจุงเอง ...ยุนโฮจะรออยู่ตรงนี้...จะถือดอกลิลลี่สีขาวที่แจจุงชอบช่อใหญ่ๆ มายืนรอแจจุงที่นี่ ที่มีเปียโนตัวนี้...”

“ฮึก......”

“ดีไหม....? แจจุง...”

“ไม่เห็นจะดีเลย ฮึก.ฮือ......ยุนโฮ ไม่ดี ...ยุนโฮรักแจจุงแล้วเจ็บปวด..ยุนโฮอย่าทำแบบนี้...”

“ไม่หรอกแจจุง..”

“............”

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่แจจุงรักฉันหรอก....เชื่อสิ”

“ฮึก....”

“ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วจริงๆ ...”


.................
이제 깨달았죠 단 하나의 사랑인걸
ฉันเข้าใจแล้วในตอนนี้ว่าคุณเป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของฉัน

나몰래 흘린 눈물 기억나지 않게 언제라도
ฉันจะเป็นสายลมอันอบอุ่นที่คอยโอบกอดคุณ

따스한 바람 되어 널 감싸안을께 ...
ดังนั้นคุณจงลืมเสียสำหรับน้ำตาที่คุณเสียไปในอดีตตอนที่ผมไม่เคยรับรู้



………..


หลังจากนั้น...แจจุงก็หายไป...


ยุนโฮไม่ได้ถามแจจุงว่าจะไปไหน ..ยุนโฮไม่ได้ค้นหาว่าแจจุงอยู่ที่ไหน...

เพียงแต่ทุกปี...ทุกวันวาเลนไทน์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพบกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการรักเป็นคนรักกัน

และเป็นวันที่เขาเลิกกับแจจุง...

ทุกวันนี้ ในทุกปี จะยังคงมีผู้ชายคนหนึ่ง...

ที่ยืนถือช่อดอกลิลลี่สีขาว ช่อที่ใหญ่ที่สุด และงดงามที่สุด...มายืนรอที่ห้องดนตรีในตึกเก่าๆ แห่งนี้...

ที่เดิมที่มีแกรนด์เปียโนสีดำตัวเดิมวางอยู่...

ยืนอยู่ตรงนั้น ...รอคอยจนเข็มนาฬิกาล่วงเลยผ่านเลขสิบสอง...

แล้วเขาก็จะเดินกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม...


ทุก ครั้งที่ว่าง บางทียุนโฮก็จะแอบมาที่ห้องนี้บ้างแม้จะไม่ใช่วันวาเลนไทน์ เขาไม่เคยปล่อยให้เครื่องดนตรีอันเต็มไปด้วยความทรงจำนี้ต้องขึ้นฝุ่น ทุกอาทิตย์ หรือทุกเดือน...ยุนโฮจะยังคงมาเช็ดถู หรือบางทีก็จะมากดมันเล่นให้คลายเหงา..



พร้อมกับความหวัง และความทรงจำเดิมๆ ที่ไม่เคยเลือนหายไป...



.........


จากวันนั้นจนถึงวันนี้

สี่ปีผ่านมาแล้วที่ผมกับแจจุงเลิกกัน...

สี่ปีผ่านมาแล้วที่ผมไม่ได้สัมผัสเรือนร่างนุ่มนิ่มนั้น...

สี่ปีผ่านมาแล้ว...ที่ผมใช้เวลาทุกวินาที...ในการคิดถึงเขา...


คิดถึงแจจุง....


แม้ว่ารอยยิ้มของผมจะยังคงเศร้าหมอง และแม้ว่าการอคอยของผมยังต้องดำเนินต่อไปอีกอีกวัน กี่เดือน หรือกี่ปี...

มันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วสำหรับชีวิตของผม...

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ผมได้รอเขา...

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า “การ รอคอย จะคุ้มค่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับใจของผู้รอคอยเสมอ... ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้ ...หากรู้ว่าเป็นใครสักคน...ที่มีค่าแก่การรอคอย ซึ่งอาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง...แตกต่างกันไป แต่อย่างน้อยมันก็คุ้มค่ากับเราที่ได้รอ...”

ในทีแรกผมก็ยังไม่เข้าใจนักหรอก

แต่ ณ ตอนนี้ ผมเองก็คิดอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนมีความอดทนสูง แม้ว่าผมจะเป็นคนที่เกลียดการรอคอย

แต่หากเป็นการรอคอยเพื่อแจจุงละก็..

ไม่มีอะไรที่ดีไปมากกว่านี้แล้วล่ะ..

................


가끔 환상처럼 사라질까 두려워져
บางเวลาฉันก็กลัวว่าคุณจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

언제나 비가와도 칠흙같이 캄캄한 어둠이 와도
ไม่ว่าฝนจะตกหนักหรือจะต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

그대 곁에서 기다릴께 Nothing better than that
ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว


..................



14 February, 2009 - 14 : 23 PM



เด็ก หนุ่มร่างสูงในชุดนักศึกษาถือช่อดอกไม้สีขาวนวลสะอาดที่ปลายเริ่มเฉาเนื่อง จากถือมาทั้งวันไว้ในมือด้วยรอยยิ้มดังเช่นทุกวัน เขาแง้มประตูที่มีเพียงแสงสีส้มยามเย็นจากข้างนอกทอเข้ามาเพียงเล็กน้อยให้ พอมองเห็น ก่อนจะก้าวขาเรียวหมายจะเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมหน้าแกรนด์เปียโนดัง เช่นทุกปี


หากแต่คราวนี้ที่นั่งนั้นกลับถูกจับจองเอาไว้เสียแล้ว

เสียงเพลงบรรเลงกึกก้อง ท่วงทำนองหวานซึ้งที่ไปว่าจะผ่านไปอีกซักสิบชีวิตยุนโฮก็คงจะไม่มีวันลืมเลือน

แผ่นหลังบอบบางที่ไม่ได้ต่างไปจากเมื่อก่อนยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น

ยุ นโฮข่มหัวใจที่มันเต้นแรงจนคับอกเอาไว้ข้างใน ก่อนจะกระชับดอกไม้ในมือแน่น เดินไปหยุดยืนอยู่ที่หลังแผ่นหลังบางนั้นด้วยท่าทางเดิมๆ อย่างที่ชอบทำ ก่อนจะยื่นดอกไม้ไปตรงหน้านักดนตรีทั้งที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง

“.........สวัสดี....ครับ”

ทั้ง ที่อยากจะพูดคำพูดกวนๆ แก้อาการตื่นเต้นจากหัวใจที่มันเต้นแรงจนแทบระเบิด หากแต่สุดท้ายแล้วยุนโฮก็ได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก เมื่อเจ้าของเส้นผมที่เคยสีดำสนิทที่บัดนี้ถูกซอยสั้นลงและโกรกเป็นสีน้ำตาล นวลทั้งศีรษะหันใบหน้างดงามนั้นกลับมา

“หยะ....ยุน...ยุนโฮ...”

ดวง ตากลมโตงดงามงามหลั่งน้ำตาออกมาอาบแก้มใสอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนจะรั้งร่างสูงที่ยังยืนอยู่เข้ามากอดแล้วร้องไห้ให้สาแก่ความคิดถึงที่ มันล้นทะลักมาตลอดสี่ปีที่ขาดกัน...


อ้อมกอดที่ทำให้ยุนโฮรู้ว่าการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว....


“ทำไม...ทำไมยังรอแจจุง...ฮึก....คิดถึงยุนโฮ คิดถึงยุนโฮ...ฮึก ฮือ....”

“คิด ถึง......แจจุงเหมือนกัน...” ถึงตรงนี้ เสียงทุ้มที่เคยมั่นคงก็กลับสั่นพร่าไป ก่อนไหล่อุ่นบอบบางที่เคยพักพิงอิงแอบอยู่กับแผ่นอกกว้างจะรู้สึกได้ถึงความ อุ่นของหยดน้ำที่หยดลงงบนหัวไหล่

ยุนโฮกำลังร้องไห้...

แต่เป็นน้ำตาที่มาจากความสุข...

“จากนี้อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ....”

“อื้ม.....”

“ถึงยุนโฮจะไม่มีอะไรที่ให้แจจุงได้มากไปกว่านี้ แต่ยุนโฮก็รักแจจุงมากๆ นะครับ...”

“ไม่หรอกยุนโฮ....”

“............”


ณ แสงอาทิตย์สีส้มที่ยังคงทอทอดผ่านแกรนด์เปียโนจากมุมเดิม...


จะมีเราทั้งสองคนนั่งอยู่เคียงข้างกัน...


그대 곁에서
ฉันจะเป็นต้นไม้
나무가 돼서
ฉันจะเป็นสถานที่ให้พักพิง
쉴 곳을 주고
ฉันจะเป็นแสงสว่างคอยนำทาง
헤매지 않게 등불이 되서
และจะรอคอยเพียงคุณ
널 기다릴께
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้ว


…nothing better than that…


“ไม่มีอะไรดีไปกว่าที่เรารักกัน...ไม่มีแล้วจริงๆ....”





End.