What if he was an angel?

posted on 15 Oct 2014 21:53 by kyokoong in SHORTFIC
 
 
 
 
 
 
  What if he was an angel?  

Kyokoong.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เขาขยับกายอย่างเกียจคร้าน เมื่อถูกแสงสว่างที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านอาบไล้ร่าง จนต้องยอมฝืนลืมตาตื่นจากห้วงนิทราแสนหวานอย่างจำใจ

ทว่าสิ่งที่ดวงตาได้จับจ้องเป็นอย่างแรกนั้นก็ทำให้ความหงุดหงิดพลันสลายไปดังละอองอากาศ

ร่างบอบ บางของใครอีกคนขดกายเข้าหาแผ่นอกอุ่นของเขาอย่างสบายใจ เปลือกตาสีอ่อนกับแพขนตาน่ารักสงบนิ่งไม่ไหวติง เช่นเดียวกับริมฝีปากสีสดที่ปิดสนิทและอยู่ใกล้เขาเพียงปลายคางคั่นเท่านั้น

และนี่คือความมหัศจรรย์

ชองยุนโฮรู้ ว่าไม่ว่าจะเมื่อไร ความงดงามของ คิมแจจุง ก็ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนจะหยุดหายใจได้ทุกครั้ง

อย่างน้อยก็กับเขา

แม้ห้วงนิทราจะแสนสุขถึงเพียงใด แต่หากคงไม่มีสิ่งใดน่ายินดีไปกว่ามีแจจุงในอ้อมแขนอีกแล้ว

ต้น แขนที่สอดรองใต้คอพับต่างหมอนขยับเพียงเล็กน้อย คล้ายตั้งใจถนอมห้วงนิทราของคนงดงามไม่ให้บุบสลาย ริมฝีปากได้รูปสวยกดจูบลงกลางกระหม่อมบางแผ่วเบา ไม่วายกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม

จะนอนกอดกันไปถึงเมื่อไรก็ไม่รู้

ยุนโฮรู้เพียงว่าเช้านี้เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเขามีความสุขเหลือเกิน...ก็เท่านั้น 
 
 
 
 
 
 
พวกเขาไม่รู้ว่ามันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไร

เพราะเหตุการณ์ในวันแรกที่พบกันก็ไม่ต่างอะไรจากวันนี้เลย

ยุนโฮลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนสีขาวสะอาด หมอนสองใบ ผ้านวมหนึ่งผืน และที่สำคัญที่สุด คือเขามีแจจุงในอ้อมกอด

พวก เขาแนะนำตัวซึ่งกันและกันในวันที่ได้เห็นหน้ากันครั้งแรก น่าแปลก ไร้ซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ ว่าต่างคนต่างมานอนกอดกันเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเขาทำเพียงยิ้มให้กัน แล้วก็เริ่มวันแรกนั้นด้วยการทำอาหารเช้าทานด้วยกันตามปกติ

ราวกับไม่ใช่ครั้งแรก

ทุกอย่างที่ทำ ที่คิด ที่รู้สึก...ไม่ต่างอะไรคนที่อยู่ด้วยกันมาค่อนชีวิตเลยสักนิด

ดูคล้ายกับเป็นกิจวัตรประจำวัน

พวก เขาจะรับประทานอาหารในตอนเช้า ก่อนจะออกไปนั่งไกวชิงช้าที่สวนหน้าบ้านแล้วชมวิวทะเลด้วยกัน บางวันยุนโฮก็ไปวิ่ง ในขณะที่แจจุงได้แต่นั่งมองอยู่ห่างๆ แสงสว่างที่นี่ไม่มีความร้อน มันไม่แผดเผา ก็แค่สว่างเหมือนกับหลอดไฟ ยามดึกก็มืดเสียจนไม่เห็นแม้แต่ดาว สภาพอากาศก็เหมือนเดิมทุกวัน ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่มีฝนหรือพายุ...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

พอเริ่มเบื่อพวกเขา ก็จะชวนกันเข้าบ้าน ยุนโฮชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ก็จะออกไปเล่นกับเจ้าขนฟู สุนัขตัวโตที่ชอบมาเดินเตร่อยู่แถวบ้าน ไม่รู้มันมาจากไหน แต่ยุนโฮก็สนุกนักที่จะได้ไปฟัดขนนุ่มๆ ของมัน บางทีก็เอาจานร่อนมาโยนเล่นบ้าง จับมันอาบน้ำบ้าง ซึ่งแจจุงก็คงจะไม่ขัดอะไรหากเจ้าตัวไม่พาเจ้าขนฟูที่ตัวเปียกม่อล่อกม่อแลก จนตัวเล็กลีบมาเดินจนน้ำแฉะไปทั่วบ้านแบบนั้น

เขาโดนดุประจำ และทุกครั้งก็จะทำหน้าหงอยทั้งคนทั้งหมาจนคนมองอดใจอ่อนไม่ได้ เรื่องราวมักจบที่แจจุงจะไปหยิบไดร์มาช่วยเป่าขนตัวการจนมันกลับมานุ่มฟูดัง เดิมด้วยความสงสาร แน่นอนว่าชองยุนโฮสำนึกผิด แต่ก็แค่สองหรือสามวันเท่านั้นแหละ

ส่วนเวลาว่างของแจจุงนั้น เขามักหมดมันไปกับการตกแต่งห้องและทำอาหาร

แจ จุงชอบแต่งห้อง เขามักจะขยันเลือกสรรหารูปสวยๆ มาติดบนผนัง และจัดบ้านที่มักจะรกเพราะยุนโฮให้เรียบร้อยตลอดเวลา พอว่างๆ ก็ไปหัดทำอาหารบ้าง ขนมบ้าง นอกจากยุนโฮที่เป็นหนูทดลองอันดับหนึ่งแล้ว ก็ยังมีคนละแวกบ้านอีกที่แจจุงมักจะไปเยี่ยมเยียนโดยมีของฝากติดไม้ติดมือไป ด้วยเสมอ เพราะเป็นคนขี้เหงา ก็เลยชอบนักที่จะออกไปข้างนอก หลายครั้งเลยที่ทะเลาะกับยุนโฮแล้วก็หนีไปอยู่ที่บ้านคนอื่น และไม่ว่าสุดท้ายแล้วยุนโฮจะผิดจริงๆ หรือเป็นแจจุงที่งี่เง่าเองก็ตาม ก็มักจะเป็นเขานั่นเองที่ไปตามแจจุงกลับมาที่ ‘บ้าน’ ของเราเสมอ

ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร และจะจบลงตอนไหน

บางวันก็ทะเลาะ บางวันก็รักกันดี และแม้ว่าวิถีชีวิตทุกวันจะจำเจไม่มีอะไรน่าหวือหวา

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว...ยุนโฮกับแจจุงก็ยังอยู่ด้วยกันเช่นนี้  


ในที่ที่เป็นของพวกเขาสองคน






นัยน์ตากลมใสจ้องใบหน้าหล่อเหลาตาแป๋ว เมื่อเปลือกตาบางเปิดขึ้นแล้วได้เห็นตาคมๆ ของอีกคนเป็นอย่างแรก

ริมฝีปากหยักเผยรอยยิ้มน้อยๆ ขณะกดจูบลงบนหน้าผากขาว เอ่ยคำทักทายแผ่วเบา

“อรุณสวัสดิ์”

“แขนชาไหม” อีกคนไม่ทักทายกลับ ทว่ากลับตอบไปด้วยคำถาม จนคนตื่นก่อนหลุดหัวเราะ “ชินแล้ว”

“หิวข้าวหรือยัง”

“หิว...แต่มาจูบก่อน”

“อืม” รับคำสั้นๆ เขาปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้ริมฝีปากหยักช่วงชิงความหอมหวานรับอรุณอย่างเต็มใจ

ถ้าถามว่าแปลกใจไหมที่ยุนโฮทำแบบนี้ แจจุงก็คงส่ายศีรษะแทนคำตอบ

เป็นเพราะเขาเองก็ชินแล้วเหมือนกัน



อ้อยอิ่งอยู่บนเตียงต่อได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยกิจกรรมเดิมๆ อย่างการหาอะไรทานกัน

แจ จุงเป็นคนทำอาหารเหมือนทุกวัน ในขณะที่ยุนโฮเป็นคนจัดโต๊ะ เขานั่งรอจนกระทั่งฝ่ามือขาววางชามร้อนๆ ลงตรงหน้า กลิ่นหอมหวนจากน้ำซุปเร่งความอยากอาหาร นัยน์ตาคมมองมันตาวาว ก่อนจะไม่ยั้งมือเลยในตอนที่หยิบช้อนลงไปคนในซุปสีส้มที่ถูกจัดแต่งอย่างสวย งามจนมันเละรวมกันไปหมด

นั่นทำให้เจ้าของมื้ออร่อยในวันนี้หน้าบูดบึ้งในทันที

“เอาอีกแล้วนะ”

“อ่า...” เขายิ้มเจื่อน เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาว่าเผลอทำนิสัยไม่ดีเหมือนเดิมอีกแล้ว

“เฮ้อ ฮ่าๆ เอาเถอะ ฉันชินแล้ว...ก็นายน่ะทำแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้วนี่ แต่เอาจริงๆ นะ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ฉันไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นครั้งแรกเลย ที่นายคนซุปฉันจนเละแบบนี้”

“ฮ่าๆ งั้นเหรอ”

และคิมแจจุงจะรู้หรือไม่ว่าชองยุนโฮเองก็รู้สึก

ว่าเขา...ไม่ได้ทำแบบนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงกริ่งที่ดังจากหน้าบ้านก็หยุดบทสนทนาเอาไว้ครู่หนึ่ง

นัยน์ตากลมหันไปทางหน้าประตู ก่อนจะหันกลับมาสบตาอีกคนด้วยแววตาสงสัย “ใครมานะ?”

“เดี๋ยวฉันไปดูเอง” ยุนโฮตอบ

ภาพ ใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านทำให้ยุนโฮแปลกใจ รูปหน้าทรงเสน่ห์กับนัยน์ตาเรียวเล็กจดจ้องมาที่เขา ยุนโฮแน่ใจ ว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กผู้ชายคนนี้มาก่อน ทว่าสิ่งที่ทำให้แปลกใจกลับไม่ใช่การปรากฏกายของเด็กหนุ่ม หากแต่เป็นความรู้สึกของเขาเองต่างหาก

ทำไมถึงไม่รู้สึกว่าคนคนนี้เป็นคนแปลกหน้าเลยสักนิด?

ตรงกันข้าม...มันกลับรู้สึก...

คุ้นเคย...?

เมื่อ เห็นร่างสูงที่รับอาสาเอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแบบนั้น เรียวขาเล็กจึงต้องเดินตามออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะพบกับใบหน้าของใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก...แต่กลับคุ้นเคยเหลือเกินใน ความรู้สึก

“สวัสดีครับ...” เป็นเด็กคนนั้นเองที่เอ่ยออกมา “ผมชื่อปาร์คยูชอน

“.....”

“ตั้งแต่วันนี้ไป...จะมาอยู่ที่นี่ครับ”






อาจจะดูไม่มีที่มาที่ไปนัก แต่หลังจากวันนั้น บ้านของพวกเขาก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

ทั้งๆ ที่ทั้งยุนโฮ แจจุง รวมถึงตัวยูชอนเองก็ไม่รู้อายุของตัวเอง แต่หมอนั่นก็ยืนยันจะเรียกพวกเขาว่า ‘ฮยอง’ อยู่ดี

และก็เป็นอีกครั้งที่ยุนโฮกับแจจุงรู้สึกเหมือนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก...

พวก เขาไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดกับการมาของยูชอนสักนิด ทั้งที่ควรจะรู้สึก ในทางกลับกัน พวกเขากลับรู้สึกราวกับกำลัง ‘รอ’ ให้ยูชอนมากดกริ่งที่หน้าบ้านเสียด้วยซ้ำ

แล้วชีวิตประจำวันที่วนไปเวียนมาก็เริ่มต้นอีกครั้ง

ใน บ้านหลังเล็กของพวกเขามีเปียโนหลังใหญ่ตั้งอยู่ที่ห้องรับแขกด้วย ทว่ามันก็ถูกปล่อยปะให้ฝุ่นจับอยู่เช่นนั้นเพราะยุนโฮเล่นมันไม่เป็น ในขณะที่แจจุงเองก็มาเล่นเฉพาะตอนเบื่อๆ หรือนานๆ ครั้งเท่านั้น

แต่ตั้งแต่ยูชอนเข้ามา ก็ดูเหมือนเจ้าเปียโนจะไม่ต้องเหงาอีกต่อไปแล้ว

เด็ก หนุ่มมักจะมาเล่นมันทุกเช้า ด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะเสียจนยุนโฮกับแจจุงต้องปรบมือให้ในครั้งแรกที่ได้ ฟัง พอถามว่ามันคือเพลงอะไร เจ้าตัวก็ตอบแค่เพียงว่า...แต่งเอง และยังไม่ได้ตั้งชื่อ ก็เลยไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไ