[SF] Tea for two..*You for me
posted on 27 Oct 2009 07:15 by kyokoong
-----
[SF] Tea for two ,, ..*You for me
TVXQ Fan Fiction
By: Kyokoong
Style: Yaoi
Couple: Yunho/Jaejoong
Category: One-shot, น่ารัก กุ๊กกิ๊ก ยุกยิก (แจจุงนั่นเอง กรั่กๆ*)
Rating: PG-8 (8 ขวบขึ้นอ่านได้หมด ต่ำกว่านั้นคงอ่านไม่ค่อยออก เพิ่งเรียนเรื่องสระจบใหม่ๆ)
Note ::
มันเป็นฟิคเนื่องในโอกาสที่.........
ที่...........?
ที่ได้ฟังทีฟอร์ทูไง - -
แอบดองเพราะเพลงมันจิบิ๊ว แอบกริ้วเรื่องสอบอยู่หน่อยๆ..
มามา มากินน้ำชากันดีกว่า
น้ำชา..สำหรับสองที่...มายเบบี้...สำหรับสองเรา อะกริ๊วววว~ (เสี่ยววว)
Tea for two ,, ..*You for me
........
.....
“คุณแจจุง! กล้องเซ็ตแล้วนะคะ!”
…...
“พี่คังยอน! เปลี่ยนชุดต่อไปให้คุณแจจุงได้เลย!”
……..
“รีบๆ เร็วสิครับ! ....คุณแจจุง ถ่ายเสร็จเตรียมเปลี่ยนชุดได้เลยนะครับ เดี๋ยวเราจะกลับสตูกันแล้ว”
.....
“วันนี้เนื้อเพลงใหม่มาแล้วนะแจจุง! ไปซ้อมร้องมาล่ะ อีกสองวันเราจะอัดเสียงกัน”
แจจุง แจจุง แจจุง
และผ่านไปอีกไม่กี่นาทีก็ยังจะได้ยินแต่คำว่า แจจุง แจจุง แจจุง
ร่างบอบบางพาร่างกายที่แสนเหนื่อยล้ามานั่งแหมะพักอยู่บนโต๊ะน้ำชาตัวกว้างที่ถูกจัดเป็นฉากถ่ายแบบลงนิตยสารฉบับใหม่พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาพักแสนมีค่าของเขาที่หาได้ยากยิ่งนักสำหรับนักร้องชื่อดังดาวรุ่งอย่างเขาที่กำลังมาแรงสุดๆ ในขณะนี้ ด้วยหน้าตาที่สะสวยและหล่อเหลาในเวลาเดียวกันช่างดึงดูดสายตาได้จากผู้คนทั้งชายและหญิง ผนวกกับเสียงทุ้มหวานที่ไม่ว่าใครได้ฟังก็ต้องตกหลุมรักในเสียงของเขา ทำให้จำนวนแฟนคลับแจจุงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นประวัติการณ์ของวงการบันเทิง และนั่นก็ทำให้บริษัทเอเจนซี่ต่างๆ ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ อย่างเขามากมายเกินกว่ารุ่นพี่ที่สำคัญๆ บางคนในวงการด้วยซ้ำไป
การมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รักของคนอื่นมันก็รู้สึกดีจริงๆ นะแหละนะ
แต่คนน่ารักที่รักของทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า....ช่วงนี้....เขาทั้งรู้สึกเหนื่อยและเบื่อแทบขาดใจ....
ตอนนี้ สำหรับทุกคน เวลาทุกวินาทีของคิมแจจุงนักร้องหนุ่มชื่อดังคนนี้มีค่ายิ่งกว่าเงินล้าน เพราะไม่ว่าใครก็อยากจะติดต่อให้เขาไปทำงานด้วยทั้งนั้น จากที่แค่อยากจะเข้าวงการมาเป็นนักร้องเพราะอยากร้องเพลงเฉยๆ กลายเป็นว่าสุดท้ายต้องเป็นทั้ง นายแบบ นักแสดง หรือแม้แต่อะไรวุ่นวายปนเปไปหมด
ให้มีเงินล้านมาแลกตรงหน้า เทียบกับการได้ตัวแจจุงไปทำงานด้วย...แจจุงเชื่อว่าทุกคนคงต้องเลือกเขา
ก็แจจุงน่ะ...ทำกำไรได้มากเป็นล้านๆ วอนเลยนี่นา
ไม่ได้อยากจะชมตัวเองนะ แต่ถ้ามันไม่เป็นแบบนั้น ...เขาก็คงไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่างนี้หรอก..
นึกแล้วก็ต้องให้ถอนหายใจ. ..ที่ตัดสินใจเข้าวงการมานี่จะดีจริงอย่างที่คิดหรือเปล่านะ...
แจจุงเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน จริงๆ เพื่อนในวงการก็เยอะแต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมาย เวลาทุกนาทีแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้นอกจากทำงาน ทำงาน และทำงาน เหงาจะตายอยู่แล้ว...
แล้วหน้าตาดีขนาดนี้ไม่มีแฟนเหรอ?
คำถามนี้เป็นคำถามที่เจ้าตัวได้ยินบ่อยแล้วก็น่าหัวเราะที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ทำไมคนอื่นชอบสืบสาวเรื่องแฟนของเขากันนักก็ไม่รู้ โธ่...แค่เวลาจะกลับไปเยี่ยมบ้านยังไม่มี
จะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟนล่ะเนี่ย!
มือเรียวบอบบางเกี่ยวเส้นไหมตรงข้างแก้มขึ้นมาม้วนพันกับปลายนิ้วเล่นแก้เซ็ง อีกแค่ห้านาทีก็ต้องไปทำงานต่อแล้ว น่าเบื่อจังเลย อยากหนีไปเที่ยวซักวันจังน้า...
นั่งเหม่อเพลินๆ ฆ่าเวลาอยู่ซักพักก็ถอนหายใจปลงอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีงานที่ผู้จัดการฝากให้ทำอยู่ ...ก็วันนี้เพิ่งจะได้เนื้อเพลงใหม่มา ได้มาปุ๊บก็พับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าปั๊บ ยังไม่ทันจะได้ดูโน้ตเลย...
คนหน้าตาน่ารักเกินเด็กผู้ชายหยิบไอพ็อตเครื่องโปรดในบรรดาสี่ห้าเครื่องที่เจ้าตัวชอบสะสมนักหนาขึ้นมาเสียบหูฟังเข้าที่ใบหูเล็ก มือบางปัดๆ เส้นผมนุ่มที่ระต้นคอปิดใบหูตัวเองไว้ออกแล้วค่อยๆ ใช้นิ้วจิ้มลงไปบนหน้าจอทัชสกรีนเลือกเพลงใหม่ที่ผู้จัดการเพิ่งใส่มาให้โดยวงเล็บท้ายเพลงว่า Instrumental...
มือหนึ่งจับกระดาษแผ่นขาวมองโน้ตและเนื้อเพลงที่เรียงรายอยู่อย่างตั้งใจพลางฟังเพลงที่มีแต่ทำนองดนตรีเปล่าๆ ประกอบไปด้วย ก่อนจะต้องยิ้มออกมาเมื่อเห็นความหมายของเนื้อเพลงในกระดาษนั้น..
風に揺れ動くこの光
テーブルに乗せた tea for two…
僕はソファに横になって
君を見つめている
ดวงตากลมกวาดสายตาไล่เรื่อยไปเร็วกว่าที่ทำนองเล่น แค่เห็นเนื้อเพลงก็รู้สึกชอบและอดกลั้นไม่ไหวจนต้องยิ้มออกมา ไหนจะท่วงทำนองแสนหวานอุ่นที่ดังก้องอยู่ในหูนี่อีกเล่า
ชอบจังเลย...
คนสวยได้แต่หลับตาพริ้มพลางค่อยๆ ฮัมตามเพลงใหม่ที่เจ้าตัวหลงรักโดยไม่รู้ตัวนั้นอยู่คนเดียว อ่านเนื้อไปก็จินตนาการไปไกลถึงห้องโล่งๆ กับน้ำชาอุ่นๆ ที่มีคนรักอยู่ด้วยแล้วก็ให้เคลิ้มไปกับอารมณ์ตัวเอง จนไม่ได้สังเกตถึงบางสิ่งบางอย่างรอบตัว ก่อนจะต้องสะดุ้งขึ้นมาหลังหยัดตรงเมื่อเสียงคุ้นเคยของพี่ชายคนสนิทดังขึ้นจากข้างหลัง
“แจจุง! หมดเวลาพักแล้ว มานี่เร็ว”
ริมฝีปากกลมนุ่มยู่ขึ้นจนดูน่าหมั่นเขี้ยวในสายตาคนอื่นด้วยความงอน สองมือนุ่มรีบตะลีตะลานเก็บเนื้อเพลงใส่กระเป๋าแล้วดึงไอพ็อตเก็บที่เดิม ก่อนจะลุกตามพี่ผู้จัดการออกไปเข้าฉากต่อไปอย่างว่าง่ายแม้ใบหน้าจะติดบูดบึ้งอยู่นิดๆ
คนกำลังเคลิ้มอยู่เชียว! พี่ใจร้ายเรียกกันมาได้ยังไงให้ฟังเพลงก่อนก็ไม่ได้ ..เชอะ..
....
..........
...
แสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องลงเข้ากลางศีรษะ เวลาผ่านล่วงพ้นเลยมาจนถึงเที่ยงของอีกวัน วันนี้ก็เหมือนวันอื่นๆ ภาพที่คนร่างบอบบางปั่นงานตัวเป็นเกลียว ไปทางทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงเรียก แจจุง แจจุง แจจุง ทั้งวันเหมือนเคย
แต่วันนี้มีอะไรที่แตกต่างไปนิดหน่อยล่ะนะ
เที่ยงตรงพอดี วันนี้แจจุงมาถ่ายแบบให้กับเสื้อผ้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังในลุคที่ต่างไปจากเมื่อวาน เขาสวมสูทสีดำสนิทตัดกับผิวขาวราวหิมะ ใครๆ ก็ว่าทั้งดูสวยและเท่ในเวลาเดียวกันอย่างไร้ที่ติ แต่แจจุงกลับไม่ชอบมันสักนิด จะให้ชอบได้ยังไง ก็อากาศข้างนอกแดดทั้งร้อนลมก็ไม่มีแบบนี้ ดีนะที่ข้างในเปิดแอร์ ไม่งั้นแจจุงจะสลบให้พี่ๆ เห็นกันทั้งกองถ่ายไปเลยจะได้รู้ว่าแจจุงร้อนแล้ว แล้วก็อยากพักมากๆ ด้วย..
แต่ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้นล่ะ ...ยังไงก็ตาม ตอนนี้แจจุงมีแผนสองแล้ว..
คนตัวเล็กอาศัยจังหวะที่พี่ๆ พักกองแล้วแยกย้ายไปกินข้าวกันเผ่นมาเข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะควานหาของในกระเป๋าที่เตรียมมาจากบ้านอย่างดี คนน่ารักถอดเสื้อสูทเนื้อดีออกอย่างระมัดระวังก่อนจะพาดไว้กับราวแขวนในห้องน้ำภายในตัวอาคารซึ่งเป็นคอนโดหรูที่ใช้สำหรับการถ่ายทำ
เขาเปลี่ยนหยิบเอาเสื้อเชิ้ตคอกลมสีขาวเรียบๆ มีเพียงลายไอ้ตัวเหลืองกลมๆ ตากากบาทแต่ปากยิ้มสกรีนตัวหนังสือสีดำกลมๆ ว่า ‘Cheer you up’ อยู่ตรงกลางเท่านั้นขึ้นมาสวม ถึงแม้แจจุงจะเป็นคนดังและได้สวมใส่เสื้อเสื้อผ้าหรูๆ ตลอดเวลา แต่ในเวลาปกติแล้ว เสื้อผ้าที่เจ้าตัวโปรดปรานกลับเป็นพวกเสื้อผ้าธรรมดาๆ ลายติ๊งต๊องน่ารักเหมือนนิสัยตัวเองเสียมากกว่า
เปลี่ยนเสื้อเสร็จก็เปลี่ยนกางเกงเป็นยีนส์น้ำเงินเข้มธรรมดาสุดๆ เข้ากับเสื้อลายน่ารักที่ใครเห็นก็คงต้องใจสั่นกันเป็นแถวถ้าหากได้เห็นคิมแจจุงแสนเท่ในชุดธรรมดาๆ น่ารักๆ แบบนี้ คนขี้เล่นยิ้มแป้นแล้นให้กระจกก่อนจะหยิบหมวกสีขาวใบสุดท้ายขึ้นสวมคลุมศีรษะ ตามด้วยแว่นเนิร์ดๆ กันรังสีความสวยแผ่กระจายเป็นพร็อบอีกหนึ่งอย่าง เมื่อมั่นใจว่าคงไม่มีคนจำได้แล้ว ร่างบอบบางก็เผ่นผลิวออกมาจากห้องน้ำทันทีโดยไม่ลืมเก็บสูทตัวสวยให้พี่สไตลิสต์อย่างเรียบร้อย
...ขอโทษนะฮะพี่...แต่ยังไงวันนี้ผมก็ขอโดดก่อนล่ะ!
ท่าทางและความคิดไม่ต่างไปจากเด็กมัธยมที่ชอบหนีเรียนแม้แต่น้อย แจจุงอ้อมไปลงบันไดแทนที่จะลงลิฟท์เผื่อเจอพวกพี่ทีมงานขึ้นสวนขึ้นมาละจะยุ่ง สองขาเรียวซอยถี่ยิบจนในที่สุดก็ลงมาถึงชั้นล่างได้โดยปราศจากการถูกสงสัย แม้แดดข้างนอกจะร้อนเสียจนแยงผิวขาวๆ แทบไหม้ แต่กระนั้นคนน่ารักราวกับนางฟ้าก็ยังยิ้มใหกับท้องฟ้าอย่างอารมณ์ดี
ก็นะ....จะได้ไปเที่ยวแล้วนี่นา~
..............
ร่างบอบบางเดินเรียบไปตามทางฟุตบาทพลางมองอะไรข้างทางอย่างตื่นเต้น ก่อนหน้าที่จะมาเป็นนักร้องเขาไม่เคยลืมว่าได้ใช้ชีวิตอย่างเด็กๆ ทั่วไป มีเพื่อน เล่นกัน ไล่เตะกัน นั่งกินไส้กรอกไม่อั้นจากนั่งร้านข้างทางอย่างสนุกสนาน แต่ตั้งแต่กลายเป็นคนของสังคม ทุกอย่างอะไรๆ มันก็ดูจะเปลี่ยนไปหมด จะมาเดินเล่นอะไรแบบนี้ตามถนนก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เขาได้หนีออกมาเที่ยวเล่นเต็มๆ หนึ่งวันแบบนี้ แจจุงก็ย่อมจะต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดาล่ะ!
เดินดูนู่นดูนี่อย่างสนุกสนานไปซักพัก ร่างเล็กที่ดูแข็งแกร่งแต่ก็แสนบอบบางก็เริ่มจะหมดแรง แดดวันนี้แรงมากค่อนข้างถึงร้อนจัด ปาดเหงื่อไปได้ไม่กี่เฮือก แจจุงก็ต้องยอมตัดใจแล้วเดินหาร้านขายเครื่องดื่มหรือขนมเย็นๆ ใกล้ๆ ตัวเพื่อหวังที่จะเข้าไปนั่งพักเล่นเสียก่อน
อ่ะนะ...ยังไงก็ต้องหาน้ำชาอุ่นๆ กับแอร์เย็นๆ ก่อนล่ะ!
กองทัพเดินด้วยท้องนี่น้า..
เดินไปได้ไม่ถึงห้าก้าว ขาเรียวยาวก็ต้องสะดุด เมื่อสายตาประสานกับป้ายหน้าร้านเบเกอรี่เล็กๆ ร้านหนึ่งเข้าอย่างจัง
Tea for two..
ชื่อร้านทีฟอร์ทูงั้นเหรอ...?
ไม่ทันจะได้คิดอะไรทั้งสิ้น รู้สึกตัวอีกทีแจจุงก็เดินเข้ามาข้างในแล้ว
แม้จะสะดุดใจและรู้สึกชอบร้านเบเกอรี่เล็กๆ แห่งนี้ในตั้งแต่แรกที่เห็นหน้าร้าน หน้าประตูเลื่อนมีแต่ต้นไม้เล็กๆ กับดอกไม้ปลูกวางอยู่รายล้อมร้านไปหมด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของธรรมชาติที่หาไม่ได้บ่อยๆ ในตัวเมืองกรุ่นเข้ากระทบปลายจมูกรั้น กระจกบานใสถูกสกรีนลายสวยงามน่ารักเต็มไปหมด แค่นี้ก็ชอบมากแล้ว แต่เมื่อแจจุงเข้ามาข้างในกลับต้องยิ้มกว้างมากกว่าเดิมเมื่อข้างในยิ่งสวยน่ารักกว่าข้างนอกซะอีกน่ะสิ
ร้านเบเกอรี่แห่งนี้เป็นร้านเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่กลับถูกจัดเอาไว้อย่างมีสไตล์ เก้าอี้โต๊ะหลากสีสันถูกจัดชิดริมกับผนังกระจกใส ให้มองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ถนัด หน้าเคาท์เตอร์นั้นมีรายการเมนูขนมและเครื่องดื่มตั้งเอาไว้มากมายจนแทบจะเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี แจจุงรีบเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะมุมในสุดโต๊ะหนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าคนยังน้อยอยู่เพราะร้านเพิ่งเปิดเมื่อตอนบ่ายก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ ...อย่างนี้ก็คงไม่มีใครจำเขาได้หรอก...
แจจุงนั่งไปซักพักก็นึกชื่นชมเจ้าของร้านน่ารักๆ แบบนี้อยู่ไม่น้อย
เพราะนอกจากจะจัดสวยโดนใจสไตล์คิมแจจุงแล้วยังไม่พอ...
ชื่อร้านดันมาเหมือนเพลงใหม่ที่เขาเพิ่งได้มาจากพี่ผู้จัดการเมื่อวานยังกับแกะอีกต่างหาก!
ทั้งบรรยากาศ ...ทั้งรูปแบบ..
อ๋า~ นี่มันข้าเค้ากับในเนื้อเพลงนั่นเลยนะเนี่ย!
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเองได้ไม่นานมือขาวก็รีบหยิบไอพ็อตและเนื้อเพลงขึ้นมากางตรงหน้าโต๊ะอย่างตื่นเต้น ก่อนจะต้องชะงักไปเมื่อเสียงทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างกาย
“ไม่ทราบจะรับอะไรดีครับ...?”
แจจุงนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ ก่อนจะเงยหน้ามองต้นเสียงด้วยแววตาสงสัย
เจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจ ผิวเนียนละเอียดนั้นคร้ามแดดน้อยๆ ราวกับได้รับจุมพิตจากแสงตะวัน ดวงตาเรียวนั้นเจือน้ำหล่อเลี้ยงน้อยๆ ริมฝีปากหยักรูปโจ๊กเกอร์นั้นแย้มยิ้มบางๆ อย่างใจดีให้กับเขา ยิ้มที่ทำเอาแจจุงหัวใจกระตุก
หล่อสุดๆ ไปเลย...อ่ะ
ร่างสูงที่ท่าทางและหน้าตาเหมาะที่จะเป็นนักธุรกิจหรือนายแบบมากกว่าเป็นพนักงานเสิร์ฟในชุดผ้ากันเปื้อนสีส้มลายน่ารักประจำร้านเบเกอรี่นั้นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องใบหน้าของคุณลูกค้าคนสวยที่ยังนั่งเหม่อมองหน้าเขาอยู่แล้วเอ่ยเสียงถามไปอีกครั้ง “เอ่อ....จะรับอะไรดีครับ?”
“อ่ะ...”
แจจุงหลุดออกจะภวังค์ทันทีเมื่อเสียงนั้นเอ่ยอีกครั้ง แก้มใสเรื่อสีชมพูน้อยๆ เมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่าเพิ่งทำอะไรก่งก๊งลงไป มือขาวยกขึ้นขยับแว่นสายตาให้ติดกับใบหน้าก่อนจะเอ่ย “ไม่ทราบว่ามีเมนูอะไรใหม่ๆ แนะนำบ้างมั้ยครับ?”
ร่างสูงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี
“อากาศร้อนๆ แบบนี้เหมาะกับการทานอะไรเย็นๆ ก็จริง แต่ผมจะแนะนำอะไรอุ่นๆ ที่เข้ากันกว่านั้นดีกว่านะครับ เพราะกลิ่นไอแดดไม่แรงมาก เมนูมื้อว่างยามบ่ายน่าจะเหมาะกับไวท์ช็อคชีสเค้ก หรือถ้าอยากจะทานแบบชิ้นเล็กๆ ก็ควรจะเป็นเอแคร์หรือครีมบูเลรสหวานอ่อนๆ ส่วนเครื่องดื่มนั้น ผมแนะนำให้เป็นน้ำชาอุ่นๆ ยังไงร้านของเราก็ขึ้นชื่อเรื่องชาอยู่แล้ว ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือกทานอะไรดี สนใจมั้ยครับ?”
แจจุงนั่งมองร่างสูงที่ยืนพูดยาวเหยียดราวกับเป็นเจ้าของร้านแล้วกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ยออกไป
“ก็ได้ครับ..”
......
.........
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีเมนูสุดแสนวิเศษที่ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าสุดแสนวิเศษเช่นกันแนะนำไว้ก็มาปรากฏตรงหน้า
พร้อมกับคนแนะนำคนเดิม...ที่นำมาเสิร์ฟเสร็จก็ยืนยิ้มใจดีให้แจจุงใจเต้นเล่นเหมือนเคย
แจจุงละสายตาจากชายหนุ่มมามองขนมเค้กชิ้นเล็กท่าทางน่ากินที่อยู่ในจานแทน ไม่ทันได้พินิจพิเคราะห์ถึงการจัดเรียงที่สวยงามสักเท่าไร ความหิวก็เร่งบังคับประสาทให้ใช้ส้อมในมือจิ้มหั่นชิ้นเค้กเข้าปากกลมๆ ไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ปลายลิ้นนุ่มได้สัมผัสกับรสชาติของเนื้อขนมน่ากินนั้น แจจุงก็ตาลุกวาว
“อื้ม...อร่อยจังเลย” ชายหนุ่มร่างสูงยืนยิ้มเมื่อได้ยินคนหน้าใสเอ่ยอย่างนั้น ลูกค้ายังไม่เยอะเพราะฉะนั้นเขาก็มีเวลายืนโปรโมตร้านตัวเองต่อไปอีกหน่อย
พร้อมได้มองคนสวยๆ ไปนานอีกหน่อยนึงด้วย...
แจจุงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในขณะที่เสียบหูฟังไอพ็อตฟังเพลงใหม่เพลงโปรด ดวงหน้าหวานละออกจากกระดาษแผ่นน้อยที่ฮัมเพลงอยู่นานก่อนจะหันขึ้นมาสบตาร่างสูง
“นี่...เจ้าของร้านคุณอยู่หรือเปล่าอ่ะ?”
“เห..?”
“ผมชอบร้านนี้จัง เจ้านายของคุณคงจะเป็นคนที่สวยแล้วก็มีรสนิยมมากๆ เลยใช่มั้ย ผมชอบมากๆ เลย ขนมก็อร่อยมากๆ อยากเจอเค้าจัง..”
ร่างสูงในเสื้อกันเปื้อนสีส้มทับเสื้อคอกลมสีขาวตัวในฟังคำที่ปากกลมนั้นเจื้อยแจ้วแล้วก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามคนน่ารักไปด้วยรอยยิ้มเจือแววสดใส
“ถ้าหากคุณอยากจะคุยกับเจ้าของร้านนี้...ก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกครับ ผมยืนคุยกับคุณอยู่นี่แล้วไง”
“เปล่าไม่ใช่ผมหมายถึงเจ้าของร้า...อ่ะ อย่าบอกนะว่าคุณคือเจ้าของร้านนี้อ่ะ?” แจจุงทำเสียงตกใจ แล้วตามมาด้วยสีหน้าก่งก๊งตามแบบฉบับ ชายหนุ่มหัวเราะ “ฮะฮะ ครับ...ขอโทษนะครับที่ผมไม่สวยแล้วก็ดูดีอย่างที่จินตนาการคุณวาดไว้ ...คุณคงเสียใจแย่”
ได้ฟังคำอย่างนั้นแจจุงก็เขินหน้าชมพู รีบเอ่ยลนลาน “ไม่หรอกๆ คุณก็หล่อจะตาย ผมแค่แปลกใจที่ว่าคนทำร้านน่ารักๆ อย่างนี้เป็นผู้ชายเท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มหัวเราะขำอีกระลอกใหญ่เมื่อได้ยินอย่างนั้น เขายิ้มกว้างขึ้น “คุณชื่ออะไรครับ?...วันนี้ร้านท่าจะว่าง ผมนั่งคุยด้วยได้ไหม?”
คนน่ารักใจเต้นตึกตักเมื่อเสียงทุ้มนั้นเอ่ยถาม ก่อนจะนิ่งไปเมื่อร่างสูงถามชื่อ
เอ๊ะ? ถ้าบอกชื่อไปก็แย่น่ะสิ มีหวังพวกนักข่าวตามมาที่นี่ฮือใหญ่แน่
แต่จะว่าไป...คุยกันก็ตั้งนาน ผู้ชายคนนี้ไม่รู้จักเราจริงเหรอเนี่ย?
แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ว่าคิมแจจุงคือนักร้องชื่อดังที่ตอนนี้ไม่มีใครในเกาหลีที่ไม่รู้จัก แต่สุดท้ายมันก็เป็นไปแล้วเมื่อชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าเขานี้ขนาดยืนอยู่ใกล้กันขนาดนี้กลับไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแถมยังถามชื่อกันหน้าตาเฉยซะอีกแน่ะ
อย่างงี้...ก็น่าสนุกน่ะสิ
แจจุงยิ้มกว้าง รับไมตรีเพื่อนใหม่ด้วยความสดใส
“ได้สิครับ...ผมชื่อคิมแจจุง ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ..แล้วคุณล่ะ?”
“ชองยุนโฮ...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”
........
..... ....
เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงที่แจจุงและยุนโฮนั่งคุยกันอยู่อย่างนั้น ทั้งสองดุจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี แจจุงมักจะหลบสายตาทุกครั้งที่แอบมองร่างสูงตรงหน้าแล้วยุนโฮหันมาเห็นเข้า แจจุงไม่ได้ตั้งใจมองนี่นา...ก็ยุนโฮอยากหล่อมากเกินไปทำไมล่ะ?
“นี่ ยุนโฮทำขนมทั้งหมดเองหมดเลยเหรอ?” แจจุงถามด้วยแววตาสงสัย และคำตอบที่ได้ก็ทำให้ใบหน้าน่ารักยิ้มกว้างด้วยความปลื้มใจ “ครับ...สูตรใหม่ๆ ส่วนมากผมจะเป็นคนคิดเองหมด พอดีว่ามีน้องสาวเป็นเครื่องชิมเคลื่อนที่น่ะครับ เลยคิดสูตรใหม่ได้บ่อยๆ ...จะมีแต่ช่วงนี้แหละ ที่น้องสาวผมไปเรียนต่อต่างประเทศ เลยไม่ค่อยได้คิดสูตรใหม่ๆ เลย”
“ทำไมอ่ะ?”
“ก็ไม่มีคนมาช่วยชิมน่ะสิ...ไม่รู้ว่าจะมีใครว่างมาช่วยชิมให้ผมบ้างหรือเปล่าน้า...” คำพูดกำกวมที่ออกแนวเชิญชวนไปในทางแจกขนมจีบดังออกมาจากปากเจ้าของร้าน แต่กระนั้นคนใสซื่อที่ไม่เคยจะเข้าใจในความหมายนั้นก็ได้แต่ยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยตอบไปเสียงใส
“ให้แจจุงมาช่วยชิมมั้ยล่ะ? แจจุงชอบขนมของยุนโฮมากๆ เลยน้า”
น่ารัก....
น่ารักอย่างกับนางฟ้า...
ยุนโฮมองเจ้าของตาใสใต้กรอบแว่นนั้นไม่วางตา ฝ่ามืออบอุ่นเอื้อมไปสัมผัสที่เส้นผมนุ่มแผ่วเบา..
“อ๊ะ”
“มีอะไรติดผมคุณน่ะ..” แจจุงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเขินออกมาหน้าแดง น่าแปลก แจจุงได้พบกับคนที่ชอบเข้าหาเค้ามาแบบนี้มานักต่อนัก บ่อยมากทั้งคนในวงการหรือพี่ผู้หญิงที่ชอบจะมาจีบเขา แต่ทำไมถึงไม่มีครั้งไหน
ที่ใจเต้นแรงเท่านี้มาก่อน...?
หรือจะเป็นเพราะว่ายุนโฮรู้จักเขาในฐานะที่เป็นแจจุง แจจุงคนธรรมดาที่เป็นลูกค้าของร้านเบเกอรี่ที่นี่ ไม่ใช่คิมแจจุงนักร้องชื่อดังที่เห็นในหน้านิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ เพราะว่ารอยยิ้มนั้นช่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยความใจดี
นั่นหรือเปล่าที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้...?
ณ ใจกลางร้านทีฟอร์ทู
ผู้คนเริ่มจะทยอยเดิเข้ามากันเยอะมากขึ้นแล้ว แต่ในส่วนที่นั่งของแจจุงและยุนโฮมีที่กั้นอยู่คงมองไม่เห็น เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคว้าผ้ากันเปื้อนขึ้นมาสวม ก่อนจะเดินไปบริการรับออเดอร์จากลูกค้าเหมือนทุกวัน หากแต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ตั้งแต่เข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าจนทำงาน ทำไมยังไม่เห็นคุณยุนโฮเจ้าของร้านคนหล่ออยู่ในร้านเลยล่ะ ร้านก็เปิด
คิดได้อย่างนั้นชิมชางมินเด็กเสิร์ฟป็อบปูล่าตัวเรียกลูกค้าประจำร้านก็ได้แต่เดินวนไปวนมาหาเจ้านายของตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินมาสะดุดกับเสียงคุ้นเคยในบทสนทนาตรงโต๊ะจุดที่มุมสงบและไม่มีใครมองเห็นตรงมุมในสุดของร้าน เขาตั้งใจจะตะโกนเสียงเรียกออกไป
“คุณยุน....”
แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยจบประโยคก็ต้องหยุดเสียงไปเสียก่อน เมื่อเห็นแขกอีกคนที่คุณเจ้าของร้านกำลังนั่งคุยด้วยอย่างออกรสอยู่...
อะไรกัน...? คุณยุนโฮมีแฟนแล้วเหรอเนี่ย?
เอาก็เอา ปล่อยให้เค้าหวานกันซะหน่อยละกัน
ชางมินตัดสินใจไม่ขัดจังหวะโลกสีชมพูของเจ้านายบังเกิดเกล้า ก่อนจะเดินละออกมาทำหน้าที่ตามเดิม
ว่าแต่แฟนเจ้านาย....หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนน้า...?
นั่งเล่นมองกันไปมองกันมาอยู่ได้ซักพักหนึ่ง ร่างสูงก็สังเกตว่าคนหน้าน่ารักตรงหน้าเอาแต่เสียบหูฟังแล้วฮัมเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่นานแล้ว เสียงทุ้มต่ำจึงเปลี่ยนหัวข้อคุยไปเป็นสิ่งที่สงสัยบ้าง
“แจจุงฟังอะไรอยู่เหรอ..?”
“อ๋อ ก็ซ้อมร้องเดี๋ยวพรุ่งนี้จะต้องไป...” หยุดริมฝีปากแทบไม่ทัน ขืนบอกไปว่าพรุ่งนี้จะไปอัดเสียงมีหวังร่างสูงได้สงสัยเขาเป็นแน่ แจจุงผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนประโยค “พอดีว่าพี่ชายแจจุงเค้าแต่งเพลงน่ะ แจจุงก็เลยเอามาลองร้องเล่นๆ ดู”
“เห? เพลงแนวไหนเหรอครับ?” ยุนโฮถามด้วยน้ำเสียงสนใจ แจจุงยิ้ม “เพลงป็อบธรรมดาๆ เนี่ยแหละ ความหมายดีนะ แจจุงชอบ แต่ว่า....” ถึงตรงนี้ดูปลายเสียงจะอ่อยลงไปนิดหน่อย
“แจจุงชอบเพลงนี้มากๆ เลยนะ แต่ว่าทำไมยิ่งร้อง...เสียงมันก็ไม่เข้ากับเนื้อซักทีไม่รู้ ร้องได้แต่ท่อนฮุคอ่ะ”
“เหรอ? ไหนขอดูหน่อยสิ” แจจุงยื่นเนื้อเพลงไปให้ยุนโฮดู ก่อนจะดึงสายหูฟังข้างหนึ่งออกมาแล้วเสียบที่ใบหูร่างสูง
風に揺れ動くこの光
テーブルに乗せた tea for two
僕はソファに横になって
君を見つめている[/i]
何だかわかってるみたいに
繰り返し読んでいるレシピ
どんなものが出来上がるの?
でも本当バニラの香り
君が作ってくれるなら
それだけで本当嬉しくて
ずっと続くように
大切で 大切で
世界で一番大切な人
いつまでも いつまでも
僕のそばで笑って見つめさせて....
อ่านเนื้อร้องพร้อมฟังทำนองไปได้ครึ่งเพลงหัวใจชายหนุ่มร่างสูงก็เต้นตึกตัก เนื้อเพลงนี่มัน...?
“ฮะๆ ทีฟอร์ทู...เนื้อเพลงนี่คุ้นนะคุณว่าไหม..?” แจจุงได้ยินอย่างงั้นก็ยิ้ม รีบตอบ “ใช่ไหมๆ? ชื่อเหมือนร้านของยุนโฮเลย..บรรยากาศในเพลงด้วย เหมือนมากเลย..”
“อืมเนอะ...เหมือนเราสองคนเลย” เนียนต่อประโยคคนน่ารักไปหน้าตาเฉยเสียอย่างนั้น เล่นเอาแจจุงหน้าแดงวาบ …อย่าจีบกันตรงๆ แบบนี้สิ เขินนะ...คนบ้า~
“ว่าแต่ท่อนไหนเหรอที่ร้องไม่ได้?” ยุนโฮถามขึ้นเมื่อฟังเพลงซ้ำไปซ้ำมาสองสามรอบ แจจุงก็ตอบ “ท่อนเริ่มเลยอ่ะ”
“....ก็” ยุนโฮหลับตาพลางนึก ก่อนจะกดรีเพลย์เพลงใหม่ รอให้ทำนองขึ้นแล้วจึงเลื่อนสายตาไปมองเนื้ออย่างตั้งใจแล้วลองเอ่ยเสียง
“風に揺れ動くこの光 … ,
テーブルに乗せた tea for two ,…
僕はソファに横になって ,
君を見つめている”
แสงไฟจากปลายตะเกียงปลิวพัดไปตามแรงลม...
น้ำชาสำหรับสองที่ถูกวางลงบนโต๊ะ.....
ผมนอนอยู่บนโซฟาและเหม่อมองไปไกล
เฝ้ามองคุณอยู่จากที่ที่เดิม...
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปล่งออกมากล่อมจิตใจคนฟังให้เคลิบเคลิ้มไปกับน้ำเสียงนั้น แจจุงยิ้มกว้างด้วยแววตาประหลาดใจเมื่อเสียงของยุนโฮที่ร้องเพลงให้เขาฟังนั้นช่างไพเราะและเหมาะกับเนื้อร้องหาที่ติไม่ได้ เขายิ้มจนตาโค้งพลางเอ่ยอย่างชื่นชม
“ยุนโฮร้องเพราะมากๆ เลย..”
“อย่างนั้นเหรอ?” ร่างสูงหัวเราะ “งั้นแจจุงลองร้องท่อนฮุคให้ผมฟังบ้างสิ ได้หรือเปล่า? เห็นแจจุงบอกว่าร้องได้”
“ได้สิ งั้นยุนโฮตั้งใจฟังนะ..อ่ะ” ร่างเล็กขยิบตาปี๋ เมื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรพัดมาเข้าตา แสบระคายเสียจนต้องถอดแว่นกรอบสวยออกเพื่อขยี้ตา..
และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที..ดวงตากลมนั้นก็กลับต้องปะทะกับสายตาคมคายเข้าอย่างจัง...
ชั่วพริบตานั้น..
ชองยุนโฮรู้สึกเหมือนได้พบกับนางฟ้าในฝันอย่างไงอย่างงั้น
ขนาดใส่แว่นบังเอาไว้ ยังน่ารักขนาดนั้น
นึกไม่ถึงว่าพอถอดแว่นออก...
จะสวยแบบไร้ที่ติ...
เส้นผมสีดำสนิทตกลงปรกใบหน้าขาวนวลเนียนนั้นเล็กน้อย ริมฝีปากแดงอิ่ม ฉ่ำด้วยน้ำน้อยๆ รับกับจมูกโด่งเป็นสันและดวงตากลมโตใสแป๋ว แจจุงยิ้มให้ยุนโฮเขินๆ จะหยิบแว่นตาขึ้นสวม เมื่อร่างสูงเอ่ยถาม
“สายตาสั้นเหรอ...?”
“เปล่าหรอก...ใส่เล่นๆ~” คนน่ารักตอลเสียงแจ้ว ยุนโฮจึงดึงมือเล็กที่กำลังจะสวมแว่นนั้นออกทันที
“งั้นก็ไม่ต้องใส่หรอก”
“อ่ะ...” แจจุงชะงักเมื่อร่างสูงจับข้อมือเอาไว้ คนยิ้มใจดีเอ่ยด้วยประโยคสั้นๆ...
ที่ทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะทันทีที่ได้ยิน...
“แจจุงไม่ใส่แว่นน่ะ...น่ารักกว่าตั้งเยอะนะ”
คนบ้า.....
ก็บอกแล้วไงว่าอย่าจีบตรงๆ แบบนี้...
มันเขินนะรู้มั้ยเนี่ย....
“อ่ะ...แจจุงจะร้องเพลงแล้วนะ” คนน่ารักเอ่ยเปลี่ยนเรื่องด้วยแก้มป่องๆ สีชมพูเรื่อ แต่ก็ยอมไม่ใส่แว่นตามที่คนร่างสูงขอ
ลืมนึกไปเสียสนิทใจว่าถ้าเกิดมีคนเห็นล่ะก็เรื่องใหญ่แน่เลยแจจุง...
“大切で 大切で
世界で一番大切な人
何よりも 何よりも
君に出逢えたことが幸せ
ただ2人でいるだけで
ただそれだけで甘い時間(とき)を…”
สิ่งสำคัญ , ..มันเป็นสิ่งสำคัญ...
คนที่สำคัญที่สุดในโลก...
มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง…
เพราะการที่ผมได้พบคุณนั้นคือความสุขที่ยิ่งใหญ่
เพียงแค่เรามีกันและกัน
ในช่วงเวลาที่เรียบร่ายและงดงามเหล่านั้น ก็พอแล้ว …..
น้ำเสียงหวานนุ่มคนละโทนกับของเขาทำให้ยุนโฮใจสั่น
เสียงของแจจุงหวานนุ้มชโลมจิตใจราวกับน้ำค้างยามเช้า เพียงแค่หลับตาฟังท่วงทำนองนั้นผ่านโสตประสาท มันก็เร่งให้เสียงหัวใจของยุนโฮแรงขึ้นและเต้นด้วยความอิ่มเอม...
เพราะเหลือเกิน...
ดวงอาทิตย์เลื่อนคล้อยต่ำลงมามากแล้ว
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใสเริ่มทอแสงกลายเป็นสีส้มอมชมพูอ่อนๆ แจจุงเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนที่ข้างผนัง แล้วก็ถอนหายใจ ...
สี่โมงแล้ว....
ใกล้จะหมดแล้วสินะ...วันที่แสนสนุกของเขา...
แจจุงลุกขึ้นมาจากโต๊ะในขณะที่ยุนโฮเดินไปเก็บถ้วยน้ำชาในครัวด้านนอก ใบหน้าหวานใสมองไปที่ทิวทัศน์นอกกระจกก่อนจะ....
แช๊ะ!
เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้น เสียงคุ้นเคยที่ทำเอาแจจุงใจสั่นเมื่อได้ยิน ร่างบางหันซ้ายขวาเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนถือกล้องถ่ายมาที่เขาแล้วกดชัตเตอร์รัวขึ้นเรื่อยๆ จากด้านนอกกระจก มีคนอีกหลายคนที่เริ่มหันมามองทางเขาและทำท่าจะเดินเข้ามาในทีฟอร์ทู ปฏิกิริยานั้นทำแจจุงตกใจ ฉุกคิดขึ้นได้และรีบหยิบแว่นขึ้นมาสวมทันที
แย่แล้ว...แย่แน่ๆ..
มือขาวบางรีบรวบของใส่กระเป๋าก่อนจะหยิบหมวกใบเก่งขึ้นสวมทันทีด้วยท่าทีลนลาน สองขาเรียวรีบวิ่งไปทางทางออกด้านข้างร้านซึ่งคนยังน้อยอยู่และสวนกับยุนโฮที่เดินสวนมาที่โต๊ะทันที ยุนโฮชะงัก รีบคว้าข้อมือขาวบางนั้นไว้
“แจจุงจะไปไหน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ แจจุงจะรีบกลับแล้วเหรอ? จะรีบไปไหนน่ะ?
“แจจุง...แจจุงต้องกลับแล้ว” คนน่ารักเหมือนนางฟ้าเอ่ยเสียงเบา
“เดี๋ยวสิ” ยุนโฮรั้งเมื่อนางฟ้าขงเขารีบมากขึ้นจนไม่อาจพูดคุยกันได้รู้เรื่อง ยุนโฮจึงเลือกที่จะเอ่ยประโยคสั้นๆ ที่ออกมาจากใจออกไป
“เรา...จะได้เจอกันอีกไหม...?” เสียงนั้นแผ่วเบาคล้ายจะถาม แจจุงกลืนก้อนสะอึกเมื่อได้ยิน
แม้จะสัญญาไว้ว่าจะมาชิมขนมสูตรใหม่ที่ยุนโฮทำบ่อยๆ...
แม้จะชื่นชอบและอยากกลับมาเจอกันอีกครั้งแค่ไหน...
แจจุงก็ไม่มั่นใจ...ไม่มั่นใจว่าจะได้กลับมาหาร่างสูง...และนั่งเล่นด้วยกันอย่างวันนี้อีกหรือไม่...
เพราะวันพิเศษของแจจุง...คงจะไม่มีทุกๆ วัน..
คนหน้าสวยส่งยิ้มจางแสนอบอุ่นให้ผู้ชายใจดีที่ยืนจับมือเขา ก่อนจะแกะมือนั้นออกแล้วเอ่ยเสียงเบา
“บ๊ายบายยุนโฮ...”
.............
.........
แล้วนางฟ้าก็บินจากผมไป
........
.............
ไม่รู้กี่วันที่ผมเอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่กับที่อย่างนี้...
ทีฟอร์ทูที่ผมชื่นชมและมักจะทำให้ผมยิ้มได้เสมอ เดี๋ยวกลับดูจืดชืดแปลกๆ ....
ทั้งที่อากาศก็ดีนะ...
แต่มันก็น่าเบื่อชะมัดเลย...
ร่างสูงโปร่งหยิบผ้ากันเปื้อนสีส้มตัวเก่งมาสวมทับเสื้อคอกลมดังเช่นทุกๆ วัน ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาจัดแจงเปิดร้านเบเกอรี่ ‘ทีฟอร์ทู’ ไปพลางสายตาเรียวก็เหม่อมองนอกกระจกไปอย่างทุกๆ วัน
ราวกับมองหาหรือเฝ้ารออะไรบางอย่างอยู่...
ปฏิกิริยาที่ทำให้ลูกน้องคนสนิทอย่างชางมินถอนหายใจเฮือกใหญ่ คุณยุนโฮเป็นอะไรอีกแล้ว...
ตั้งแต่วันนั้นที่เห็นนั่งจู๋จี๋ยิ้มแย้มกะคุณคนสวยคนนั้น ก็เห็นว่าเอาแต่นั่งเหม่อ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่แบบนี้มาตั้งแต่วันนั้น ไอ้ท่าทางเงื่องหงอยเซื่องซึมเหมือนหมีขาดน้ำผึ้งนั้นทำให้ชางมินรู้สึกสงสารเจ้านายตัวเองอยู่ไม่น้อย
อาการอย่างงี้มันเหมือหมีถูกเจ้าของทิ้งยังไงชอบกลอยู่นา...
แล้วอีกอย่างที่ยุนโฮเปลี่ยนไปจนชางมินรู้สึกติดใจก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน
แผ่นกระดาษยับๆ ที่ยุนโฮชอบถือแล้วก็อ่านซ้ำไปซ้ำมานั่นแหละ
ไม่รู้มันคืออะไรทำไมถึงได้อ่านนักหนา...
อ่านซะจนกระดาษจะยุ่ยอยู่แล้วนะ...
เฮ้อ ชางมินหมดปัญญาจะช่วยจริงๆ ให้ตายเถอะ
เป็นอีกครั้งที่ร่างสูงยกกระดาษใบหนึ่งขึ้นมาอ่านแล้วฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอ กระดาษเนื้อเพลงใบนั้น... ที่นางฟ้าคนนั้นลืมทิ้งตกเอาไว้ที่โต๊ะในตอนที่บินหนีไปจากเขา ...ยุนโฮยังคงเก็บมันเอาไว้ ..และเขาก็ยังได้กลิ่นหอมจางๆ จากเรื่อนกายอุ่นของนางฟ้าอยู่บนกระดาษแผ่นนี้
กระดาษที่เขียนเนื้อเพลงที่ยุนโฮจำได้ขึ้นใจแม้จะไม่ต้องมีทำนอง..เพลงที่เขาและแจจุงช่วยกันร้อง...
และมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่ร้องได้...
หนึ่งทุ่มกว่าอากาศวันนี้เย็นเร็วกว่าทุกวัน..
ไอเย็นจะความชื้นในอากาศวันนี้สูงผิดปกติจนร่างสูงต้องสวมเสื้อโค้ทออกมาข้างนอก วันนี้ครบสองอาทิตย์แล้วที่ยุนโฮยังได้แต่เฝ้ารอให้นางฟ้าที่บินหนีไปนั้นกลับมาหา สิ่งที่รู้มีเพียงแค่ชื่อ... แล้วจะทำอย่างไร? จะไปตามหาได้ที่ไหน? ไม่มีทางเลย..
วันนี้ชางมินขอกลับก่อนเพราะน้องสาวฝาแฝดเพิ่งกลับมาจากค่ายทัศนศึกษาของเด็กประถม ทำให้ร่างสูงต้องรับหน้าที่ออกไปซื้อวัตถุดิบมาเตรียมทำขนมคนเดียว ยุนโฮเลือกของจนครบเสร็จก็รีบกลับบ้าน เฮ้อ...หนาวจะตายอยู่แล้ว
ขาเรียวเดินผ่านจตุรัสใจกลางเมืองถือของพะรุงพะรังเพื่อที่จะไปขึ้นรถกลับบ้าน ก่อนเรียวขายาวจะต้องหยุดชะงัก เมื่อท่วงทำนองคุ้นหูดังขึ้นโอบล้อมรอบกาย..
พร้อมๆ กับหิมะที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า...ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าฤดูหนาว..
หิมะที่มาพร้อมกับเสียงเพลง...
風に揺れ動くこの光
テーブルに乗せた tea for two
僕はソファに横になって
君を見つめている
何だかわかってるみたいに
繰り返し読んでいるレシピ
どんなものが出来上がるの?
でも本当バニラの香り
君が作ってくれるなら
それだけで本当嬉しくて
ずっと続くように
大切で 大切で
世界で一番大切な人
いつまでも いつまでも
僕のそばで笑って見つめさせて
手伝うフリして、嘘だよ
キスしたくなっただけさ
後ろから抱きしめたまま
作るのってどうかな
明日で世界が終わりなら
明日もこうして笑いたい
きっとレシピ読んでる君
僕はキスしてる 君に
そして「好きだよ」って言うから
うなずいてくれればいいから
今日と同じように
君だけが 君だけが
僕を強くも 臆病にもするよ
愛しても 愛しても
愛していない気がして怖い
守りたいから 切なくて
大切で 大切で
世界で一番大切な人
何よりも 何よりも
君に出逢えたことが幸せ
ただ2人でいるだけで
ただそれだけで甘い時間(とき)を…
แผ่นหลังกว้างหันหลังกลับไปตามเสียงที่ดังขึ้นนั้น ก่อนจะเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นบนจอโปรเจคเตอร์จอขนาดมหึมาที่ตรงอาคารอยู่ใหญ่หน้าจตุรัสกลางเมืองนั้น...
น้ำเสียงหวานทุ้มนุ่มกับใบหน้าหวานที่ยุนโฮตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นปรากฏอยู่บนจอนั้น ลำโพงเครื่องใหญ่แผดเสียงร้องทุ้มนุ่มนั้นดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ยุนโฮใจสั่น ยามเมื่อเห็นตัวหนังสือขึ้นบนจอหลังเสียงเพลงกับภาพมิวสิกวีดีโอที่ปรากฏเพียงนางฟ้าของเขาใกล้จะจบ
Kim Jejung..
Tea for two…
The 28th single “Stand by you / Tea for two”…
แจจุง...คิมแจจุงอย่างนั้นเหรอ?
นางฟ้าของเขา...
เมื่อเห็นเช่นนั้น ยุนโฮก็ได้แต่ยิ้มหยันสมเพชตนเองก่อนจะสบถออกมาคำใหญ่แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มกว้าง
“ยุนโฮ...ไอ้โง่เอ๊ย สงสัยคราวนี้คงต้องถอยทีวีเครื่องโตๆ มาติดที่บ้านบ้างแล้วว่ะ”
...............
..............
............
ร่างบอบบางนั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องประกอบฉากในการถ่ายแบบ.....
ใช้เวลาพักที่มีแสนน้อยนิดในการนั่งเหม่อลอยไปอย่างเช่นทุกๆ วัน...
น่าเบื่อจังเลย........
วันนี้พี่ๆ ทีมงานยังคงทำงานกันอย่างขะมักเขม้น หลังจากววันนั้นที่หนีออกมาแจจุงก็โดนดุอย่างหนัก แถมยังโดนประกบตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไปไหนไม่ได้ ติดแหง็กอยู่กับพี่ๆ แล้วก็ที่บ้านเท่านั้น..
ทั้งๆ ที่ใจจริงก็คิดถึงชายหนุ่มในผ้ากันเปื้อนบางคนใจจะขาด...
ใบหน้าใสยังคงเหม่อออกไปไกล โดยที่ไม่ได้ยินเสียงประตูที่ดังขึ้นแม้แต่น้อย
ทุกสายตาหันไปมองผู้มาใหม่ในชูดสูทกับช่อดอกไม้สีขาวสะอาดช่อใหญ่ในมือ เสียงอื้ออึงดังขึ้นจะเอ่ยทักว่าห้ามเข้ามาในบริเวณที่ถ่ายทำ แต่ใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างร้ายกาจนั้นก็สะกดทุกคนให้ตกอยู่ในภวังค์และไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาในทันทีที่ชายหนุ่มขยิบตาแล้วใช้นิ้วชี้ปิดที่ริมฝีปาก
ขาเรียวก้าวไปใกล้ที่นั่งที่คนตัวเล็กนั่งหงอยซึมอยู่ ก่อนจะวาดลำแขนโอบไปรอบเอวคอดนั้นพร้อมกับดอกไม้จากทางด้านหลัง
“อ๊ะ.....” เสียงใสตกใจ ก่อนจะหันหลังมาพบเป็นร่างสูงแสนคุ้นเคย
“ไม่ทราบจะรับอะไรดีครับ...?”
ประโยคคุ้นหูดังขึ้นเมื่อเดจาวูที่ย้อนซ้ำกลับเข้ามาในหัวสมอง แจจุงเบิกตากลมโตกว้าง ก่อนจะโผเข้ากอดกลับชายตรงหน้าด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มกว้าง...
ในเมื่อนางฟ้าบินหนีไปไม่กลับมาหา...
ก็คงต้องเป็นหน้าที่ผมเนี่ยแหละที่ออกไปตามหานางฟ้าด้วยตัวเอง...
คิดถึงจัง...
ไม่รู้ทำไมถึงคิดถึง....
ช่างมันเถอะ...แค่นี้ก็พอแล้ว...
แค่ได้พบกันอีกครั้ง...นี่ก็ดีที่สุดแล้ว....
.......
สิ่งสำคัญ , ..มันเป็นสิ่งสำคัญ...
คนที่สำคัญที่สุดในโลก...
มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง…
เพราะการที่ผมได้พบคุณนั้นคือความสุขที่ยิ่งใหญ่
เพียงแค่เรามีกันและกัน
ในช่วงเวลาที่เรียบร่ายและงดงามเหล่านั้น... ก็พอแล้ว …..
……….
…..
“ยุนโฮเข้ามาได้ยังไงเนี่ย?”
เสียงเล็กแจ้วๆ เอ่ย ในขณะที่นั่งแกว่งขาอยู่กับคนร่างสูงสองต่อสอง ยุนโฮยิ้ม แล้วลูบศีรษะกลมนั้นอย่างเอ็นดู “ก็คุณลืมเนื้อเพลงที่ผู้จัดการให้มาไว้ที่ร้านผมวันนั้น..ผมก็เลยเอาไปให้เค้าดูแล้วบอกว่าจะคืนให้แจจุง เค้าก็เลยเชื่อ”
“แล้วยุนโฮหาแจจุงเจอได้ยังไง?”
ได้ฟังคำคนน่ารักอย่างนั้น ยุนโฮก็ยิ้มเขิน ก่อนจะเอื้อมไปกระซิบที่ริมใบหูเล็กให้นางฟ้าของเขาได้รับฟัง
“ขอโทษทีนะ แต่ไม่เป็นไร...ตอนนี้ผมซื้อทีวีมาติดไว้ที่ร้านแล้วล่ะ”
[i]ending~!
[/i]
------------------------
** จบดีกว่า ยาวโค่ดเลยอ่ะ -- -- รักพี่ยุนเวอร์ชั่นก่งก๊งและแฟมมิลี่แมนที่ซู้ด~![/color]
แว่นก่งก๊ง กะ เจ้าเชียร์ยูอัพตากากบาท..
-------------------------

เป็นฟิคที่อ่านแล้วอุ่นหัวใจมาก ๆ
ในบรรยากาศหนาว ๆ แบบนี้ ชาอุ่น ๆ สองแก้ว
กับเพลงเพลงนี้ ก็สุขใจแล้ว
เฮ้อออออออ
อยากเห็นแฟชั่นหน้าหนาวปีนี้ของทงบังมากมาย
เมื่อไรมันจะจบลงซักทีเม้ออออออออ
#1 By lady PYL on 2009-11-08 11:31