[SF] Once and again

posted on 16 Jul 2009 11:54 by kyokoong  in One-shot

 

[SF] Once and again [the mirrored of Whisper's story]

TVXQ Fan Fiction

By: Kyokoong
Style: Yaoi
Couple: Yunho/Jaejoong
Category: Romance / One-shot
Rating: PG-13

Author's note: ก่อนอ่านเรื่องนี้ แบงค์แนะนำอย่างหนึ่งว่า ควรจะอ่าน [SF] Whisper's Story ให้งงมาก่อน แล้วค่อยมาอ่านเรื่องนี้จะได้งง(?)ยิ่งขึ้น (55 ล้อเล่นนะ) ,, มันคือฟิคเก่าเขียนช่วงวาเลนไทน์ เอานี้เอามาเท~


 

 

ไม่รู้นานเท่าไหร่ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้..

ใช้สองตาจ้องมองเขาคนนั้น...ที่มักจะเดินผ่านหน้าร้านของผมกลับบ้านทุกๆ วัน...

ทุกๆ วันหลังเขาเลิกงาน ..แผ่นหลังกว้างอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยก็จะผ่านมาทางนี้..

ผ่านคนที่เป็นได้แค่อากาศธาตุของเขาอย่างผม..

ผ่านไป...โดยที่ไม่แม้แต่จะมองเห็น..

....

แม้จะรู้ตัวว่ามีความสุขแค่ไหนที่ได้แอบมองเขา..

แม้จะรู้ตัวว่าคงอายเกินไปกว่าที่จะเดินเข้าไปทำความรู้จัก...

แม้จะรู้ตัวว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้มีค่าแค่ไหน..

...

แต่ผม...ก็ยังเคยหวัง

....

 

            “แจจุง”

            “...”

            “แจจุง!

            “อะ...ฮะ ..ห๊ะ??” มือเล็กขาวนิ่มดุจแพรผ้าไหมสั่นไหวไปมา ยามถูกเสียงทุ้มคุ้นเคยเอ่ยเรียกด้วยโทนเสียงที่ดูจะดังขึ้นกว่าเดิม ด้วยความที่ไม่ทันระวังตัว มือเล็กที่สั่นไหวด้วยความตกใจจึงเผลอกำก้านดอกไม้ในมือแน่น เป็นผลให้ปลายหนามเล็กๆ นั้นทิ่มแทงมือนิ่มเข้าให้จนหยาดน้ำสีแดงปริ่ม

            “เอ้า เฮ้...เวรละ เป็นอะไรมากไหม” ชายหนุ่มรูปร่างสูงรีบปรี่ตรงเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าใบหน้าน่ารักเหยเกด้วยความเจ็บ มือใหญ่ช่วยฝ่ามือเล็กขึ้นมาไว้บนฝ่ามือตัวเอง ก่อนจะพลิกมันไปมา แล้วเอ่ยเสียงบอก

“นั่งอยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปหยิบกล่องยามาทำแผลให้”

            ใบหน้าน่ารักพยักลงหงึกหงัก ก่อนร่างสูงโปร่งในชุดผ้ากันเปื้อนสีเทาจะรีบเดินออกไป ดวงตากลมใสก้มลงจ้องมองที่ปลายนิ้วอย่างเหม่อๆ

            ซุ่มซ่ามอีกแล้วแฮะเรา...

            ....

 

            “เฮ้ ทงเฮ หยิบกล่องยาบนชั้นให้ชั้นหน่อยสิ” เสียงทุ้มเอ่ยทักเพื่อนในผ้ากันเปื้อนสีเดียวกันที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่อย่างเร่งรีบ เรียกสีหน้าแปลกใจจากใบหน้าเนียนได้

“อ้าว ซีวอน? ไปโดนอะไรมาล่ะ ” เอ่ยเสียงถาม ก่อนจะเขย่งปลายเท้าเอื้อมหยิบแล้วส่งให้ ลูกปลาน้อยทำตาโตมองไปที่แขนและขาของคนตัวสูง ก่อนเจ้าของชื่อจะยกมือขึ้นปัดๆ แล้วรับกล่องยามา

“ไม่ใช่ฉันหรอก แจจุงน่ะ โดนหนามกุหลาบทิ่ม”

“เอ๋ แล้วเป็นอะไรมากรึเปล่า?”

“ก็เดี๋ยวจะเอากล่องยาไปให้เค้าเนี่ยแหละ ฉันผิดเองที่ไปทำให้เขาตกใจ ถ้าเจ๊รู้เข้าล่ะก็ตาย..” เสียงทุ้มเข้มเงียบหายไป เมื่อทงเฮได้แต่ยืนนิ่งหน้าซีดเหลือสองนิ้ว ซีวอนเงียบปิดปากสนิท ก่อนจะทำหน้าแหยงพลางหันไปข้างหลัง จวบจนเสียงเย็นๆ ดังขึ้นกำชับที่ข้างหู..

“แจแจ... เป็นอะไรเหรอ?”

….

“ว้ากกกกกกกกกกกก”

...

 

“ไหน? หายเจ็บรึยังแจแจ?” มือเรียวสวยพลิกปลายนิ้วเรียวขาวนิ่มไปมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเป่าเบาๆ ให้ ราวกับจะทำให้ฝ่ามือนุ่มนิ่มคลายความเจ็บปวด คนน่ารักเผยยิ้มบางก่อนจะขยับมือข้างที่ว่างอยู่จรดปากกาลงบนสมุดคู่ใจ

หายเจ็บแล้วฮะพี่ฮีชอล ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก

“ดีแล้ว” ริมฝีปากบางเผยยิ้มสวย ใบหน้างามราวกับหญิงสาวดูใจดีราวและแบ่งบาน ก่อนปลายเล็บสีฉูดฉาดจะกรีดกรายไปลูบที่กลุ่มผมนิ่มอย่างเอ็นดู “ไปนอนเล่นข้างบนก่อนนะ เดี๋ยวเย็นๆ กินข้าวพี่ไปเรียก”

แต่ว่าดอกไม้...

“โอ๊ยไม่เป็นไรหรอกแจแจ ไอ้พวกนั้นช่วยกันทำครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแจแจทำมาทั้งเช้าละ ไปกินขนมดูทีวีข้างบนดีกว่านะ”

..ใบหน้าหวานพยักลง ก่อนจะโค้งตัวให้พี่ใหญ่แล้วเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างว่าง่ายที่สุด

ที่ฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มสิบสี่คนนั่งเรียงรายกันหน้าจ๋อย ยามเห็นใบหน้าที่แสนยิ้มแย้มของนางพญาที่มีต่อคิมแจจุง เด็กหนุ่มที่เปรียบเสมือนนางฟ้าประจำบ้านของพวกเขา กิจการร้านดอกไม้ที่โด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วเกาหลี ก่อนทั้งสิบสี่จะต้องกลืนน้ำลายกันดังเอื้อกใหญ่ เมื่อใบหน้าแสนใจดีเมื่อครู่ตวัดมาทางพวกเขาแล้วกลายร่างเป็นแม่มดแทน

“พวกนาย!

“.......ฮะ...”

“ซีวอน!

“คะ ครับ..”

“ทำไมถึงปล่อยให้แจแจถูกหนามตำ!!

เสียงแหลมตะเบ็งดังลั่น หลังจากหันไปโอ๋คนน่ารักเสร็จ ไหล่กว้างสะดุ้งพร้อมกัน ก่อนเจ้าของร่างสูงโปร่งจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“...ผมไม่ทันระวัง เห็นแจจุงเหม่ออยู่เลยเรียก...แจจุงตกใจเลยกำหนาม..”

“ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ดูแจแจดีๆ!!” เจ้าของฉายาแม่มดเชิดหน้านิ่ง ก่อนเสียงชวนตีนของเด็กในเล้าคนหนึ่งซึ่งเขาจำได้ว่ามีประโยชน์น้อยที่สุดในร้านจะดังขึ้น “ฮ้าววว เจ๊ เลิกเก๊กโหดเหอะ ดุๆ ไปตอนกลางวันตกดึกก็แอบยั่วเด็ก (?) มันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”

“ช่ายยยยยยย ยังไงเจ๊ก็เสร็จมะ...อุ๊บบบ” ปากเล็กๆ ถูกตะครุบจากทางด้านหลัง กระต่ายน้อยมุ่ยหน้าขึ้นก่อนจะหันไปมองคนขัดจังหวะ

“ปิดปากฉันทำไมน่ะคยูกี้?”

คยูฮยอนทำหน้าปลง ก่อนจะพึงระลึกได้ว่าแม้พวกเขาทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะเกรงกลัวกับคิมฮีชอลกันทุกคน แต่ใช่ว่าจะยอมให้ถูกแว้ดฉอดๆ อยู่ฝ่ายเดียวซะเมื่อไหร่ ขอให้ได้จิกกันเหอะ พอใจเป็นที่สุดอ่ะ

“ไอ้พวกเวร!! เดี๋ยวชั้นก็งดข้าวซะให้หมดเลย!!” แม่มดกรีดร้อง ก่อนจะแยกเขี้ยวใส่เด็กๆ ที่เริ่มจะแตกออกเป็นวงกว้างและพยายามหาทางป้องกันตัวกันสุดฤทธิ์

“เราไม่กลัวหรอก เรามีแจจุงซะอย่าง”

“ใช่ๆ แจจุงทนเห็นพวกเราหิวไม่ได้หรอก~~~ เจ๊พลาดแล้ววว”

“หนอยๆๆๆๆ มานี่กันให้หมดเลย ไอ้พวกเด็กบ้า!!” มือเรียวสวยคว้าหนังสือเล่มหนาเตรียมจะเขวี้ยง ก่อนจะเอ่ยปากบอกน้องรักอีกสองคนดังลั่น

“ชางมินจุนซู หลบ~~~

สองร่างหันมองหน้ากันก่อนจะเบี่ยงตัวก้มลงพร้อมกัน ท่ามกลางความโกลาหลขนาดย่อมที่เริ่มจะก่อตัวขึ้นในร้านของพวกเขาอีกแล้ว

“ฟิ้ว”

“เฮ้ย”

“ปั้กกก”

วัตถุแข็งสีขาวลอยเด่นมาถึงหน้า แต่มีหรือที่เป้าหมายลูกลิงน้อยอย่างลีฮยอคแจจะหลบไม่ทัน สองขาพากายเพรียวกระโดดหลบมาได้หวุดหวิด เพราะฉะนั้นคงจะเป็นใครไปไม่ได้ที่ต้องรับวิถีแม่มดนั้นแทนซึ่งนั่นก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง

“อะ ฮัน...” แม่มดเอ่ยเสียงเหวอ เมื่อปาหนังสือเจ้ากรรมไปไม่ถึงตัวลิง แต่กลับไปถูกพ่อครัวหนุ่มชาวจีนผู้แสนดีได้ซะนี่ ไม่ใช่แค่เฉียดแต่...โดนเต็มๆ “เป็นอะไรมั้ย...?”

“ฮะ ฮี...นิม” เสียงทุ้มเรียบอย่างคนซื่อเอ่ยออกมาได้เพียงแค่นั้น ก่อนรอยดาวระยิบบนศีรษะจะดึงสติทั้งหมดให้ดับวูบไปในทันที

“ฮั๊นนนนนนนนนนนนนนน”

.......

 

...

“อือ ...อืม”

“เฮ้ย ฟื้นแล้วเหรอ เป็นไงบ้างฮัน?” ดวงตากลมโตที่เบิกกว้างขึ้นค่อยๆ ปรากฏต่อหน้าฮันคยอง เขาหรี่ตาตี่ๆ ลงเพื่อกั้นแสงที่แยงตาจนปรับตัวไม่ทัน ก่อนจะเอ่ยเสียงตอบคำถามนั้นไปเบลอๆ

“อะ อื้อ ไม่เป็นไรแล้ว..”

“เป็นไงล่ะเจ๊ แรดจนได้เรื่อง” เสียงทุ้มเอ่ยขำๆ เมื่อเห็นพี่สาว(?)นั่งจ้องคนเพิ่งตื่นด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ใบหน้าหวานบูดบึ้ง ก่อนจะหันมาแว้ดใส่เด็กกวนตีนระลอกใหญ่ “เพราะแกน่ะแหละอิฮยอก!! จะหลบทำเพื่อ?”

“อ้าววววววว” ลูกลิงตีหน้าทะเล้น “ถ้าผมไม่หลบก็ต้องกลายเป็นแบบเฮียเนี่ยอ่ะดิ โห่ววว”

“ไอ้นี่มัน...”

“นี่!! ช่วยหยุดทะเลาะกันก่อนแล้วหันมาให้ความสนใจกับทางนี้ก่อนได้มะ เจ๊เครียดนะ เจ๊เครียด!!

คิมฮีชอลหันไปตามเสียงทุ้มติดจะหวานอยากคนอีกคนที่เขาจำว่าอายุอานามไม่ได้ต่างไปจากเขาเสียเท่าไหร่ ก่อนจะมุ่ยหน้าลงแล้วจ้องอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“จะด่าเด็ก มีปัญหาไรนักหนาวะ ไอปูซองจ๊าร์ค????”

“จะมีหรือไม่มีก็ดูเอาเองนะคอลฮีชิม” ปูซองจ๊าร์คเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว “เรื่องของแจแจ...มีปัญหามั้ยล่ะ?”

ทันทีชื่อน่ารักๆ ของน้องสุดที่รักหลุดออกมาจากปากเพื่อนตัวดี สีหน้ากวนตีนเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นโหดขึงขึ้นมาทันที จนเด็กๆ ที่นั่งมองบทสนทนาของนางฟ้าและแม่มดตรงหน้าอดจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่ได้

...นี่ถ้าแม่งเกิดบันดาลโทสะกันขึ้นมา ร้านจะแตกมั้ยวะเนี่ย....

...แรงยิ่งควายๆ กันอยู่ด้วย....

 

“แจแจเป็นอะไร?”

 

คนรักน้องถามเสียงแข็ง ก่อนสิ่งที่ได้รับกลับมาจะเป็นเสียงถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ของเด็กๆ ทุกคน ปาร์คจองซูหรืออีทึกมองหน้าน้องก่อนจะหันมาเป็นตัวแทนแล้วพูด

“ดูนั่นสิ...”

มือเรียวชี้ลอดหน้าต่างกระจกบานใสออกไป เป็นผลให้ดวงตากลมสวยหันเรียวไปตามอย่างสงสัย ก่อนที่ภาพที่เห็นจะทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นมองหน้ากันอีกครั้งพลางส่ายศีรษะ

ภาพคนน่ารักในชุดลำลองสบายๆ ที่นั่งจ้องมองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอยทั้งวัน ดวงตากลมโตพยายามหาอะไรบางอย่างที่หน้าถนนนั่นตลอดเวลา และแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ฮีชอลมองหน้าน้องชายที่แสนน่ารักและน่าทะนุถนอมเป็นที่สุดด้วยความสงสัยก่อนจะหันมาถาม

“ทำไม? แจแจก็ไม่ได้เป็นไรนี่”

“ไม่ได้เป็นไร ไม่ได้เป็นไร นี่แกเข้าใจน้องมั่งมันมั้ยเนี่ยฮีช๊อลลล!

อีทึกแว้ดเข้าให้อย่างเหลืออด ก่อนจะหันมาเดสไครบ์แบบสุดเซ็งให้กับพี่สุดที่รักของน้องชายที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรซะบ้างเลย “แจจุงนั่งเหม่ออย่างนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว แกไม่แปลกใจมั่งรึไง๊ ที่คนจัดดอกไม้ที่เก่งที่สุดในร้านของเราอย่างแจจุงทำไมถึงได้โดนหนามตำเอาได้!!

คนเพิ่งรู้ทำหน้าเหวออย่างตกใจ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงเบาหวิว “ฉ....ฉันก็เห็นว่าแจแจมีความสุขดีนี่นา?... ละแล้วตกลงว่าแจแจเป็นอะไร?”

“พวกผมก็ไม่รู้ เลยนั่งประชุมกันอยู่เนี่ย” เป็นน้องเล็กอย่างคิบอมบ้างที่เอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบอยู่นาน “จะว่าไม่สบายก็ไม่ใช่ แต่พวกผมก็ไม่กล้าถามอยู่ดี เพราะพี่ก็รู้ว่า..” มือใหญ่ยกขึ้นกากบาทที่ริมฝีปาก เป็นที่เข้าใจกันของทุกๆ คน

ฮีชอลฟังแล้วทำหน้าเซ็ง “พวกนายคงไม่คิดอะไรงี่เง่าอย่างประเภทว่าแจแจมีปัญหา ป่วย อ่อนแอ พูดไม่ได้ เป็นคนผิดปกติอะไรอย่างนั้นหรอกใช่มั้ย?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ๊ พวกเราเข้าใจว่าแจจุงพูดไม่ได้ แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย” ทงเฮที่เห็นพี่ใหญ่เข้าใจผิดรีบออกตัวแก้

“คิบอมหมายถึง...ถึงเราไปถาม แจจุงก็คงไม่บอกเราหรอก”

“นั่นสิ แต่ว่าผมเป็นห่วงแจจุงนะพี่ ไม่รู้ว่าที่เหม่อนี่เพราะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี”

สิ้นเสียงจากเยซอง ก็ดูเหมือนจะหมดคำถามไปพร้อมกัน ฮีชอลมุ่ยหน้าขึ้นอย่างขัดใจ ก่อนน้ำเสียงจากเด็กที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะที่สุดในกลุ่มจะค่อยๆ เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบนั้นช้าๆ

“ผมว่าผมรู้...ว่าพี่แจจุงเป็นอะไร...”

“เอ๋?” ทุกเสียงเอ่ยพร้อมกันก่อนจะหันมามองหน้าชิมชางมินกันเป็นตาเดียว

“เป็นอะไร.. นายรู้เหรอ?”

“ความจริงผมก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพวกนี้ซักเท่าไหร่ แต่ถ้าให้เดา...” เจ้าชายยิ้มแหยๆ รู้สึกกระดากอยู่ไม่น้อยที่จะเอ่ยประโยคถัดไป “ผมว่าพี่แจจุงกำลังมี ความรัก อยู่แน่เลย..”

ใบหน้าทุกคนหันมองกันสลับไปมา

“ความรักเนี่ยนะ???!!!

…..

…..

 

“บีหนึ่งเรียกบีสอง ชินดงทางนั้นเป็นยังไงมั่ง”

“บีสองบอกบีหนึ่ง จากมุมซ้ายแจจุงยังมองมาทางนี้อยู่ หาไรอยู่ก็ไม่รู้”

“บีหนึ่...โอ๊ย! ตีทำไม ผมเจ็บนะพี่!” เสียงทุ้มอยากเด็กเพิ่งแตกวัยหนุ่มร้องเบาๆ เมื่อเจอนิ้วเรียวหยิกเอวเข้าอย่างแรง ปาร์คจองซูทำหน้ามุ่ย “เล่นอะไรกันอยู่ได้ บอกให้ตั้งใจดูแจจุงไง”

“ก็ดูอยู่เนี่ย”

“แล้วพอจะเห็นอะไรรึยัง”

“พวกพี่ที่สุมกันอยู่ข้างบนไม่เห็นรึไง ว่าแจจุงกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่..” ฮยอคแจยิ้มกริ่ม “และอะไรบางอย่างที่ว่า ผมว่าเราใกล้จะได้เห็นแล้วแหละ...”

“เอ๋?”

ท่ามกลางการเดินขวักไขว่ไปมาของผู้คนที่พลุกพล่าน ใบหน้าขาวใสน่ารักกลับพยายามจดจ้องไปที่กลุ่มฝูงชนนั้นอย่างตั้งใจ ดวงตากลมเพ่งมองไปรอบๆ อย่างรอคอย ก่อนปฏิกิริยาจากคนสวยที่นั่งเหม่ออยู่ทั้งวันจะเรียกสายตาของทุกคนที่เฝ้ามองทั้งด้านข้างและด้านบนให้หันกลับมามองตัวเองพร้อมกัน

แจจุงกำลังยิ้มกว้าง...

แจจุงกำลังเขินจนแก้มเป็นเป็นสีชมพู...

แจจุงกำลังมอง...

พริบตาเดียวกันนั้น ที่ทุกคนได้เห็นใครอีกคนที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนสวยอยู่เช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มในชุดสูทอย่างคนทำงานเดินผ่านร้านเขาเยื้องไปทางต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาฉีกรอยยิ้มอบอุ่นอย่างที่หาดูได้ยากยิ่ง ร่างสูงโปร่งนั้นค่อยๆ ลดเข่าลง ก่อนจะหยิบเมล็ดถั่วที่ซื้อมาจากร้านค้าข้างทางโปรยลงไปให้นกพิราบแถวนั้นได้จิกกิน

ท่าทางเหงาๆ อย่างคนที่ต้องอยู่คนเดียว เรียกรอยยิ้มเศร้าให้ปรากฏที่มุมปาก แต่กระนั้นแจจุงกลับรู้สึกได้ว่า ภายใต้รอยยิ้มที่แสนเศร้านั้น...แท้จริงกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

วันนี้ ...ฉันก็ได้เห็นนายอีกแล้วนะ...

นายยังหล่อเหมือนเดิม...แต่ดูเหมือนวันนี้จะเหนื่อยมากกว่าวันอื่นๆ นะ...

เหงื่อออกเยอะเลย...นายไม่มีผ้าเช็ดหน้าหรือยังไง?

ทำไมถึงเดินคนเดียวตลอดเลยแบบนั้นนะ...

แล้วนายจะมีแฟนรึยังนะ...

แก้มขาวฉีดสีเรื่ออย่างน่ามอง แจจุงยิ้มกว้างเสียจนคนแอบมองจะรู้สึกดีตามไปด้วยไม่ได้ เหล่าลูกลิงมองหน้ากัน ก่อนจะหันมายิ้มบางๆ ให้กัน

นางฟ้าของพวกเขา...โดนขโมยหัวใจไปแล้วสินะ...

.....

 

“ละทีนี้เอาไงอ่ะพี่” เสียงแหลมเล็กของเรียววุคดังขึ้น ก่อนอีกเสียงทุ้มของคิมยองอุนหรือคังอินจะออกความเห็น “แล้วแจจุงเคยคุยกับหมอนั่นรึยัง?”

“จะไปรู้ได้ไงละเว้ย!” จองซูแหวลั่น ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิด “ถ้าชอบ...ทำไมถึงไม่ไปทักล่ะ?”

“นั่นสิ แจจุงของเราออกจะน่ารัก ไอ้หมอนั่นไม่มีทางไม่ชอบหรอก” เป็นความคิดของเยซองบ้าง ก่อนเสียงหนึ่งจาก “เจ๊ใหญ่” จะเรียกทุกคนให้หันไปมอง

“ถ้าแจจุงไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จัก....เพราะกลัวหมอนั่นจะไม่ชอบที่ตัวเองพูดไม่ได้ล่ะ?”

ความคิดนี้ทำเอาทุกคนเงียบ

..ก็เป็นไปได้..

“แล้วเราจะทำยังไงดี ถึงจะให้หมอนั่นรู้ได้” คังอินเอ่ยลอยๆ “ชื่อยังไม่รู้เลย”

“ชองยุนโฮ อายุ 23 ปี โสด ทำงานบริษัทขนส่งสินค้าประเภทเสื้อค้าและเครื่องแต่งกาย ตำแหน่งพนักงานบัญชี รายได้พอตัว สมถะพอกิน บ้านอยู่ย่าน...” เสียงแหลมเล็กที่ไม่ได้มีบทอะไรเลยตั้งแต่แรกเอ่ยเจื้อยแจ้ว ก่อนคำบรยายยาวเหยียดจะถูกหยุดลงด้วยเสียงใหญ่ๆ ของพี่ชาย

“พอๆๆ ก่อนจุนซู นี่นายไปเอามาจากไหนเนี่ย”

“แหะๆ” คนตัวเล็กยิ้มแหย ก่อนจะยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างคนจนแต้ม เขาเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ตั้งแต่ได้เห็นหน้าของคนที่แจจุงเพื่อนรักสมัยเด็กของเขาแอบหลงรัก..

“คือว่า...” จุนซูยิ้มเจื่อน ก่อนจะเอานิ้วมือจิ้มกันอย่างประหม่า “แฟนของผม เอ่อ...ยูชอนน่ะ...เป็นเพื่อนสนิทกับผู้ชายคนนั้นน่ะสิ...”

“หา!!!

….

….

 

เช้าวันต่อมา

 

แจจุงยังคงเป็นเหมือนเดิม ใบหน้าหวานใสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและท่าทางแสนเหม่อลอย

ซองมินหันหน้ากลับไปมองเหล่าเพื่อนและพี่ชาย ก่อนจะกลืนน้ำลายเอ่ยถามเสียงเบา “ตกลงว่าจะให้ฉันจริงๆ เหรอ?”

ทุกคนพยักหน้าลงพร้อม เมื่อนั้นเองที่กระต่ายน้อยยอมถอนหายใจ แล้วเดินเข้าไปหานางฟ้าที่พวกเขารักที่สุดด้วยตัวเอง

“นี่แจจุง...” เสียงใสเอ่ยเรียก แต่กระนั้นนางฟ้าก็ยังคงนั่งยิ้ม “แจจุง!

ดวงตากลมโตช้อนขึ้นสบตาคู่สนทนา ก่อนจะยิ้มรับด้วยไมตรีอย่างที่พวกเขาไม่เคยนึกเลยว่าจะหาดูได้ที่ไหนบนโลกที่แสนโสมมใบนี้ ฝ่ามือขาวรีบจรดปากกาลงอย่างกระตือรือร้น

มีอะไรเหรอ มินมิน

“คือฉัน...มีเรื่องจะถาม”

ใบหน้าหวานพยักลงงงๆ กระต่ายน้อยจึงพูดต่อ “นาย...กำลังมีความรักใช่มั้ย?”

ดอกไม้กลีบสวยร่วงหล่นลงจากฝ่ามือคู่น้อย พร้อมกับใบหน้าขาวที่ขึ้นสีทันทีที่ได้ยิน

มีความรัก..

ฉันน่ะเหรอ....

รัก...เขา....

นายพูดเรื่องอะไรน่ะ เขียนไปแบบนั้นแต่เจ้าตัวกลับก้มหน้างุด ซ่อนแก้มแดงๆ ที่รู้ดีว่าคงปิดได้ไม่มิดนัก ซองมินยิ้มกว้าง

“จริงด้วย...เป็นอย่างที่ชางมินบอกเลย ไม่เป็นไรนะแจจุง พวกเราจะช่วยให้นายสมหวังเอง”

พวกเราเหรอ?

เมื่อนั้นเองที่แจจุงรู้สึกถึงความผิดปกติ ก่อนเสียงประสานจากพวกลูกลิงจะดังขึ้นพร้อมกัน

“พวกเราจะช่วยนายเอง นางฟ้า!

....

.......

 

เปลี่ยนสถานที่มาเป็นห้องพักภายในบ้านบ้าง วันนี้ใครที่เดินผ่านไปมาหวังจะมาซื้อดอกไม้สดๆ จากร้านนี้ก็คงต้องกลับไปพร้อมกับความผิดหวัง เนื่องจากป้าย ‘Closed’ ที่พวกเขาพร้อมใจกันเอาขึ้น ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันทำงานแท้ๆ

..ก็นางฟ้าของพวกเขาสำคัญที่สุดนี่นา...

“เนี่ย ฉันวางแผนไว้แล้วล่ะ” ท่ามกลางวงล้อมของลูกลิงรวมไปถึงชางมินและจุนซู แจจุงมองหน้าทุกคนสลับไปมอง ก่อนเสียงทงเฮจะเรียกใบหน้าน่ารักให้หันไปสนใจไว้ได้เป็นคนแรก

“เอ้าจุนซู นายเริ่มก่อนเลย”

“ก็ อย่างแรก หมอนั่นน่ะชื่อชองยุนโฮ..อายุ 23..เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา แต่กลับเป็นคนจิตใจดีและชอบช่วยเหลือคนอื่น ที่สำคัญหมอนั่น ..โสด.. ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเพื่อนของยูชอนด้วยล่ะ”

แจจุงยิ้มนิดๆ เมื่อได้ยินคำว่าจิตใจดีจากปากเพื่อนรัก ...ชองยุนโฮเหรอ...

ใจดีจริงๆ ด้วย..

ทงเฮมองหน้านางฟ้าที่ขึ้นสีจางๆ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉันน่ะวางแผนไว้ว่า พรุ่งนี้..เราต้องให้แจจุงเอาของขวัญไปให้หมอนั่นล่ะ..”

“ของขวัญอะไร?” เจ๊ใหญ่งง

“จากที่จุนซูไปสืบมา พรุ่งนี้น่ะ วันเกิดหมอนั่น วันเกิดชองยุนโฮน่ะสิ...”

เอ๋..? วันเกิด

วันเกิดของชองยุนโฮ...

เมื่อเห็นว่านางฟ้ามีปฏิกิริยาตอบรับ ทงเฮก็เสริมต่อทันที “เป็นไง สนใจใช่มั้ยแจจุง?”

ใบหน้าหวานพยักลงน้อยๆ เรียกรอยยิ้มจากทุกคนได้เป็นอย่างดี จนคยูฮยอนที่นั่งอยู่นานเอ่ยปากถามบ้าง

“แล้ววางแผนรึยังว่าจะให้อะไร?”

“เรื่องนั้นฉันยังไม่ได้คิดน่ะสิ” ลูกปลาน้อยเอ่ย ก่อนเรียวอุคจะเอ่ยเสียงแสดงความคิดเห็น “ช่อดอกไม้เป็นไง ร้านเรามีแต่ดอกไม้สวยๆ ทั้งนั้น ใครๆ ก็ชอบ”

แต่ชินดงกลับส่ายหน้า “ไม่ดีมั้ง แจจุงจะเข้าไปทำความรู้จักกับหมอนั่นนะ มันก็ต้องให้อะไรที่แปลกๆ หน่อยสิ อีกอย่าง หมอนั่นเป็นผู้ชาย ให้ดอกไม้มันแปลกๆ มั้ง ว่ามั้ยซีวอน”

คนถูกพาดพิงสะดุ้ง ก่อนจะหันกลับไปรับเบาๆ “อะอื้อ ใช่...”

คนเป็นพี่ใหญ่อย่างฮีชอลถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มถามน้องชาย “ชอบเขาจริงๆ น่ะเหรอแจแจ?”

คำถามที่ทำเอาทุกคนนิ่งอึ้ง แม่งจะถามตรงไปมั้ยฟะเจ๊คอลฮีชิ๊ม!!???’

แจแจพยักหน้าลงน้อยๆ ก่อนจะเดินเข้าไปลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู

เมื่อนั้นเองที่เจ้าลิงน้อยเก็ทไอเดีย

“ชั้นรู้แล้วว่าจะให้อะไรชองยุนโฮเป็นของขวัญ...” ยิ้มโชว์ฟันขาวจนเหงือกบานออกมารับลมก่อนจะเอ่ย

“ก็ให้..คิมแจจุง นางฟ้าคนนี้ไงล่ะ ของขวัญที่ดีที่สุด”

“เพียะ!!

“อร๊าค ตบหัวผมทำไมอ่ะเจ๊!!!” ฮีชอลตีหน้าโหด ก่อนจะหันมาแว้ด “ไอ้ไก่ต้มนี่!! ใช่เวลามาพูดเล่นมั้ยฮะ”

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะเจ๊” ฮยอคแจลูบหัวตัวเองป้อย “ก็ไหนบอกว่าชองยุนโฮอยู่ตัวคนเดียวไง แล้วหมอนั่นก็ใจดีไม่ใช่เหรอ เราก็ทำแบบเอาแจจุงไปปล่อยทิ้งไว้ เดี๋ยวมันก็มาเก็บไปเองแหละ”

คำพูดลิงน้อยทำเอาสิบห้าคนอึ้ง

เมิงคิดได้ไงวะนั่นนนน!!!!!

“เพี๊ยะ!! ป้าบ!!!” ฮีชอลตะคอก “แจแจของชั้นไม่ใช่หมานะว้อยยยยยยยยย!!!!!

“โอ๊ยเจ๊!! หมาน่ะ หมอนั่นคงไม่เอาหรอก” ยิ้มเผล่ “แต่นางฟ้าล่ะก็...ไม่แน่...”

“อยากตายรึไง!!” เมื่อเห็นว่าพี่ชายคนสวยเบรกเริ่มจะแตก เยซองจึงรีบแสดงตัวห้ามทัพทันที “พอๆ ก่อน ใจเย็นนะพี่ฮีชอล...จริงๆ แล้วผมก็คิดว่า มันไม่เสียหายอะไรหรอกนะ...”

ฮีชอลเงียบ มองหน้าน้องอย่างไม่เข้าใจ “ไม่เสียหายยังไงวะ”

“ก็แจจุงพูดไม่ได้ อย่างน้อยถ้าลองไปอยู่กับหมอนั่นอาจจะทำให้คุยง่ายขึ้นก็ได้ ก็แค่สองสามวัน เหมือนไปเป็นรูมเมทให้หมอนั่นไง...ถ้ามันไม่ให้แจจุงอยู่ เราก็ค่อยหาวิธีอื่น...แต่ถ้าหมอนั่นใจดีกว่าที่คิด...”

“...”

“บางทีมันอาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะพี่..”

คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ฮีชอลคลายความกังวล แต่กลับทำให้แก้มขาวๆ แดงเรื่อ..

พรหมลิขิตเหรอ..

“แต่ชั้นเป็นห่วงแจจุงนี่นา...แผนนั่นมันไม่ลงทุนไปหน่อยเหรอ?” ฮีชอลเสียงอ่อนลง ...ก็แจแจน่ะ เป็นเหมือนดวงใจของเขาเลยนี่นา~

“เราก็ให้คนคอยไปเฝ้าไว้สิ อีกอย่างหลังวันเกิดหมอนั่น ก็มีวันวาเลนไทน์อีก จู่โจมทีเดียวสองงานรวดเลยเป็นไง” ซองมินเสนอ

ฮีชอลยังคงลังเล แต่ว่าถ้าแจแจชอบชองยุนโฮจริงๆ ล่ะก็ เขา..

“เฮ้อ จะเครียดทำไมว่ะฮะ ฮีนิม?” จองซูถอนหายใจ “ถ้าไอ้หมอนั่นมันไม่ดี เราก็พาแจจุงกลับบ้านก็จบ จริงมั้ยแจจุง?”

คนถูกพาดพิงหันมามองหน้าพี่ชายอย่างประหม่า ก่อนจะจรดปลายปากกาลงไป

ยังไงก็ได้ฮะ

“แล้ว...แจแจอยากไปจริงๆ รึเปล่า? แจแจอยากอยู่กับยุนโฮมั้ย?”

เสียงของพี่ชายดังขึ้น ก่อนแจจุงจะเริ่มเขียนตัวอักษรอีกครั้ง

ผมอยากรู้จักเขาฮะ

…..

 

วันต่อมา

“เอาล่ะ ยังไงก็สู้ๆ นะแจจุง” ซองมินเอาโค้ทตัวหนาสวมให้ลาดไหล่บางก่อนจะเข้าไปสวมกอดไวๆ พร้อมกับเจ้าพวกลูกลิงที่เข้ามานัวเนียอยู่ไม่ห่าง เท้าเล็กกำลังจะก้าวเดินออกจากร้าน ก่อนจะต้องชะงักเมื่อเสียงพี่ชายแว่วมา “เดี๋ยวแจแจ”

ใบหน้าน่ารักหันมาสบ ก่อนริบบิ้นสีแดงจะถูกผูกลงที่ข้อมือด้วยฝีมือของฮีชอล “หวังว่าเจ้านั่นจะชอบนายเหมือนกันนะ..”

แจจุงยิ้มเขิน ก่อนจะโค้งขอบคุณแล้วเดินออกมา

ที่เบื้องหลัง จองซูเท้าสะเอวเต๊ะท่า ก่อนจะหันหน้าไปหาจุนซู “เป็นไง เคลียร์เรียบร้อยแล้วใช่มะ เรื่องยูชอนน่ะหนูจุน?”

“โอเคฮะ..วันนี้ชองยุนโฮอยู่บ้านคนเดียวแน่นอน...”

...

.....

ขาเรียวหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็กที่ไม่คุ้นตาตามแผนที่ที่จุนซูหามาให้ เขาทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะเริ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

นี่เราทำอะไรอยู่กันนะเนี่ย...

ถ้าเขาเห็นเรา...เขาจะว่ายังไงนะ...

จะคิดว่าเราเป็นคนแปลกหน้า คนจรจัดที่มานั่งอยู่หน้าบ้านเขารึเปล่า...

คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างคนกังวล ก่อนไอน้ำจากอากาศเย็นๆ จะค่อยๆ กล่อมใบหน้างามให้จมสู่ห้วงฝันไปในที่สุด...

...

......

 

“ตื่นแล้วเหรอ...”

ทันทีที่เสียงทุ้มแปลกหูดังขึ้น ร่างบอบบางก็พลันผลุนผลันตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจทันที ก่อนภาพที่ปรากฏตรงหน้าจะทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นรัวอย่างรุนแรง

...ทำไมเรามาอยู่ที่นี่ ทำไมเรามาอยู่กับชองยุนโฮได้...

เหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ความแปลกใจของเขาได้ ชายหนุ่มเอ่ยตอบ “เอ้า เอ้า..ห้ามมางงตอนนี้นะ ก็นายนั่นแหล่ะที่มานอนหน้าบ้านคนอื่นเค้าทำไม... เห็นตาดีฉันเลยกลัวจะโดนฉุด ก็เลยอุ้มมานอนในบ้านแค่นั้นเอง ข้างนอกมันหนาวใช่มั้ยล่ะ?”

...สำเร็จเหรอ...

ยุนโฮพาเขาเข้ามาจริงเหรอ...

…..

ทุกอย่างย้อนกลับไปก่อนที่ร่างบางจะลืมตาตื่น

ขาเรียวเล็กทรุดตัวลงนั่งที่หน้าบ้านของชายหนุ่มตามแผน ที่ฮยอคแจบอกไว้ มือนิ่มยกขึ้นถูกันด้วยความหนาว ก่อนจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

เวลาผ่านไปทีละวินาที ทีละนาที ทีละชั่วโมง..

เขากลายเป็นคนในบ้านของยุนโฮ ชองยุนโฮ...ผู้ชายที่แสนอบอุ่น ผู้ชายที่มีดวงตาที่แสนเศร้า ผู้ชายที่เขาแอบหลงรักมาตลอด...

ความอบอุ่นที่ค่อยเกาะไปรอบๆ หัวใจแจจุงมากเพิ่มขึ้นทีละน้อย

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำกับยุนโฮ

ทุกสิ่งที่เขาได้เห็นจากตัวยุนโฮ

ความอ่อนโยน...และหัวใจที่แสนบริสุทธิ์

กำลังจะทำให้เขาตกหลุมรัก....จนถอนตัวไม่ขึ้น...

...

 

ผ่านไปหลายวันแล้ว ที่แจจุงได้เข้ามาอยู่ในบ้านยุนโฮ น่าแปลก เขากลับไม่รู้ขัดเขิน กลับกลายเป็นว่าแจจุงอยู่ที่นี่ราวกับอาศัยมานานแสนนาน ทุกๆ วันแจจุงจะกวาดบ้าน ถูบ้าน รอยุนโฮกลับมา กินข้าวเป็นเพื่อนยุนโฮ ดูทีวีเป็นเพื่อนยุนโฮ แล้วก็นอน.. เขามีความสุขเหลือเกิน.. มันไม่ใช่เพียงความลุ่มหลงฉาบฉวย แต่แจจุงรู้สึกผูกพันกับยุนโฮมากกว่านั้น...

ยุนโฮไม่นึกรังเกียจ ที่เขาพูดไม่ได้

ยุนโฮไม่นึกตอกย้ำ ทำกับเขาราวคนพิการ แต่ยุนโฮปฏิบัติกับเขา อย่างที่เพื่อนแท้คนหนึ่งจะมอบให้กันได้

ยุนโฮอบอุ่นมาก...

“บางทีมันอาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะพี่..”

เสียงของฮยอคแจที่เคยพร่ำบอกฮีชอลหวนย้อนกลับมาในความทรงจำของเขา แจจุงเขินหน้าแดงเรื่อ ...จริงๆ เหรอ...จะใช่จริงๆ เหรอ..

ความรักครั้งแรกของเขา จะสวยงามได้จริงๆ เหรอ..

หนังสือเล่มโตวางอยู่บนโต๊ะสีครีม มือเล็กเลื่อนเปิดหน้ากระดาษสูตรอาหารมากมายไปอย่างไม่รู้เบื่อ..

ข้างๆ กันนั้นมีปฏิทินตั้งโต๊ะ ถูกเน้นข้อความที่วันที่ 14 ไว้เด่นชัด..

ดวงตากลมสวยจ้องมองเมนูช็อคโกแลตมากมายบนโต๊ะ ก่อนจะตัดสินใจปิดมันและเอาไปเก็บไว้ที่เดิม ...ไม่ไหวแฮะ ทำไม่ทันแน่เลย...

อีกแค่สามวันเอง..

ใกล้จะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว ...จะให้อะไรยุนโฮเป็นของขวัญดีนะ..

นั่งเอามือจิ้มกันอยู่ซักพัก ก่อนริมฝีปากกลมสวยจะยกยิ้ม แล้วเดินออกไปข้างนอกทันที..

ไม่ใช่คนรักกันไม่ใช่เหรอ.. ทำไมต้องให้ด้วยนะ?

ก็แค่อยากให้น่ะ ...แค่นั้นเอง..

....

...

 

แสงสว่างแดดจ้าส่องประกายสะท้อนกับฝ้ากระจก เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นทันทีที่ประตูเลื่อนถูกเปิดออก ส่งผลให้ร่างที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ตะโกนทักทายออกไปแม้เจ้าตัวจะกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดคราบเหนียวที่โต๊ะอย่างขะมักเขม้นอยู่

“สวัสดีครับ! SUJU’ Bouquet ยินดีต้อนรับฮะ!!

ริมฝีปากกลมอมยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เอาแล้วนิ้วนิ่มสะกิดที่ลาดไหล่กว้าง สัมผัสคุ้นเคยนั่นจะทำให้ร่างสูงที่กำลังตั้งอกตั้งใจกับการเช็ดรถหันขวับมาในทันที

“แจจุง!!

...

 

“เป็นยังไงบ้าง ไปอยู่ที่นั่นเป็นไงมั่ง?” เสียงแหลมเล็กของซองมินดังแว่วออกมาทักทาย ก่อนจะตามออกมาด้วยพี่น้องลูกลิงจอมซนที่ทำการรุมล้อมตัวเขาเป็นการใหญ่ แจจุงอมยิ้มเขิน

เขาใจดีมากเลย...แล้วก็อบอุ่นด้วย

“ว้าวววววววว” เสียงจากเหล่าลิงร้องออกมาพร้อมกันพลางยิ้มแป้น “อย่างงี้แจแจของพวกเราก็มีหวังน่ะสิ”

คนน่ารักไม่ตอบ ก่อนจะยื่นกระดาษอีกใบที่มีตัวหนังสือขีดเขียนอยู่แล้วให้

ฉันมีเรื่องจะให้ช่วยหน่อยน่ะทุกคน

“เอ๋?”

เนื้อความแปลกตาถูกบรรจงขึ้น ก่อนทุกคนจะต้องอึ้งเมื่อตัวหนังสือที่แจจุงไม่เคยคิดจะเขียนมันสักครั้งปรากฏขึ้นสู่สายตา

ฉันอยากพูดได้ ช่วยทำให้ฉันพูดได้หน่อยจะได้มั้ย

….

“แจแจอยากพูดได้เหรอ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!” คิมฮีชอลร้องเสียงดังหลังจากเรียกเจ้าพวกลูกลิงมานั่งครบองค์ประชุมโดยปราศจากน้องชายสุดที่รักได้แล้ว

“แจแจไม่เคยคิดจะทำแบบนี้มาก่อน”

“ชองยุนโฮมีอิทธิพลมากเกินไปแล้ว” จองซูว่า “แจจุงรักหมอนั่น จากที่เคยเป็นแค่ความคิด ตอนี้มันเป็นความจริงไปแล้ว” ทุกคนฟังก่อนจะทำหน้าหงอย เมื่อคยูฮยอนเอ่ยปากพูดสิ่งที่ค้างคาใจทุกคนออกมา

“แล้วเราจะทำยังไง ตั้งแต่คุณป้าเสียจากนั้นแจจุงก็ไม่ยอมพูด จนรู้สึกตัวอีกทีก็พูดไม่ได้แล้ว” เขากุมศีรษะ “ไม่มีทางเลยที่จะทำให้หาย เราเรียกคุณป้ากลับคืนมาไม่ได้นี่”

คุณป้า ที่คยูฮยอนพูดถึง หมายถึงคุณแม่ของแจจุง ที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำขณะเดินทางไปส่งดอกไม้ที่ต่างจังหวัด คุณป้าจินซุกที่เป็นคนก่อตั้งร้าน SUJU’ Bouquet และเลี้ยงดูพวกเขาเหมือนลูกหลานแท้ๆ ตลอดมา

ทุกคนจมอยู่ในความคิด ก่อนเสียงหนึ่งจากน้องชายคนเล็กจะดังขึ้น

“เราเรียกคุณป้ากลับมาไม่ได้...แต่ชองยุนโฮจะช่วยแจจุงได้นี่”

“เอ๋”

“แจจุงต้องมีเหตุผลที่อยากจะพูดได้ ผมว่า...แจจุงจะต้องอยากบอกรักหมอนั่นแน่ๆ..”

“ทำไมล่ะคิบอม ที่เป็นอยู่ตอนนี้ยังไม่ดีหรือไง?” ฮีชอลท้วง

“ถ้าพี่รักใครซักคน แล้วพี่จะไม่อยากบอกให้เค้ารู้หรือไง?”

คราวนี้ถึงเงียบกันไปจริงๆ

“เฮ้อ พอเถอะ ต้องให้ฮยอคแจคนนี้ออกโรงอยู่เรื่อยนะ” ฮยอคแจหาวก่อนจะทำหน้าเบื่อหน่าย กายผอมบางสปริงตัวกระโดดลงมาจากชั้นวางของที่ตัวเองนั่งพิงอยู่พลางหันหลังพูดโดยไม่มอง  

“ถ้าคนเราอยากจะพูด แค่สอนคนที่อยากจะพูดให้พูดน่ะ มันไม่ยากหรอก”

....

.....

“พยายามออกเสียงอีกทีสิแจจุง” เสียงทุ้มของฮันคยองเอ่ยปลอบโยนร่างบาง แจจุงโก่งคอพยายามตะโกน แต่สิ่งที่ผ่านมาก็ยังมีเพียงลมที่ครูดผ่านลำคอขาวออกมาเท่านั้น ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวด้วยความกลัว

เค้ากลัวที่จะพูด...

แต่เขาต้องทำมันให้ได้...

เพื่อ...

“อย่ารีบสิแจจุง ค่อยๆ นะ ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวเสียงมันก็ออกมาเอง..”

ฉันต้องทำไม่ได้แน่ๆ เลย ฉันกลัว...

“พยายามอีกนิดนะแจจุง”

เวลาผ่านไปของวันแรกของการพยายาม สิ่งที่ได้ยังมีแต่ความว่างเปล่า แจจุงทำอย่างไรก็พูดไม่ได้ ดวงตากลมโตฉายแววสั่นไหว จวบจนรู้สึกได้ว่าใกล้เวลาที่ยุนโฮจะกลับบ้านแล้ว ร่างบางจึงขอตัวกลับก่อนแล้วจึงจะมาใหม่พรุ่งนี้

“พยายามเข้านะแจจุง ไฟท์ติ้ง”

ใบหน้าใสพยักหงึกหงักก่อนจะเดินกลับไป

เบื้องหลัง ใบหน้าของลูกลิงน้อยฮยอคแจยังคงแฝงความคิด..

....

....

วันที่สอง

“แจจุงดูหนังเรื่องนี้ให้ดีๆ นะ” ซองมินว่า ก่อนจะกดรีโมทเร่งเสียง “ถ้านายกลัวละก็ กรี๊ดออกมาให้ดังๆ เลยนะ”

หัวกลมพยักหน้า ก่อนจะจดจ้องไปยังจอสี่เหลี่ยมตรงหน้าอย่างตั้งใจ เขาเป็นคนกลัวผี ไม่ว่าจะกลางวันแสกแค่ไหนหรือจะอยู่กับเพื่อนกี่คน เขาก็ยังกลัว แต่ช่วยไม่ได้...ยังไงเขาก็ต้องดู

บรรยากาศในหนังดูมืดทึบและวังเวง ร่างบอบบางจะยกมือขึ้นปิดตาหลายครั้งแต่ก็ต้องกลั้นใจ กลัวก็กลัว ตัวเอกของเรื่องที่เดินสวนกับวิญญาณไปมาทำเอาคนน่ารักขนลุกซู่ ความมืดค่อยๆ ครอบคลุมทั่วพื้นที่ในจอ

“ตึก” เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้นน้ำสีขุ่นหยดแหมะไปตามทางเดินที่มืดสลัว ก่อนแจจุงจะต้องเบิกดวงตาโตเมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดโผล่ออกมาจากหน้าจอ

“..............”

 ซองมินลุ้นตัวโก่ง เมื่อร่างบางเอามือปิดหน้าตัวสั่น ริมฝีปากบางเผลอออกราวกับจะตะโกนสุดเสียง หากแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาแม้เพียงนิดเดียว

ไหล่บางสะท้านหนัก มือที่ปิดใบหน้าพื่อเลี่ยงความกลัว กลายเป็นฝ่ามือที่ยกขึ้นบดบังน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงสะอื้น กระต่ายน้อยตกใจหันซ้ายหันขวาขวับ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าฮีชอลไม่ได้อยู่แถวนี้ ร่างบอบบางตะลีตะลานไปปิดทีวีก่อนจะวิ่งเข้ามาประคองร่างบอบบางที่นั่งร้องไห้อยู่ที่พื้น พลางเอ่ยเสียงสั่น

“ฉันขอ..ขะขอโทษแจจุง เราจะไม่ทำวิธีนี้กันอีกแล้ว ...นายกลัวมากมั้ย..ฮึก ฮะ...ฉันขอโทษ โฮ.....”

กลายเป็นว่าคนปลอบซะเองที่เริ่มร้องไห้ หลังจากเห็นแจจุงสะอื้นโดยไร้เสียงอยู่อย่างนั้น แจจุงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนจะยกมือนิ่มเช็ดน้ำตาให้ร่างเล็ก ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นจากในห้อง

“เป็นอะไรกันนะ แล้วนั่น ซองมิน! แจจุง! ร้องไห้ทำไม” เป็นคยูฮยอนนั่นเองที่มาถึงคนแรก และภาพที่เห็นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ที่คนร้องไห้หนักกว่ากลับเป็นคนที่พวกเขาบอกให้มาดูแลแจจุงซะนี่

“ฮึก...ฮึก คยู...ชั้นทำแจจุงกลัว...ชั้นแกล้งเค้า...ชั้นทำเค้าร้องไห้...ชั้นนิสัยไม่ดีเลย...” ไหล่บางสะท้าน เมื่อฝ่ามือใหญ่ลูบลงไปบนแผ่นหลัง คำตอบที่ได้ยินทำแจจุงหันหน้าขวับ ก่อนจะเอามือลูบหลังซองมินแล้วยื่นกระดาษที่มีตัวอักษรไปให้

ไม่ใช่...ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะกลัวผี อย่าร้องไห้เลยนะมินมิน ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก หยุดร้องไห้นะ..

“ละ แล้วนาย ร้องไห้..ทำไม”

น้ำตาใสๆ หยดแหมะลงบนแผ่นกระดาษจนเป็นรอยยุ่ยกว้าง แจจุงทำหน้าเศร้าก่อนจะจรดดินสอลงไป

ยังไงชั้นก็ทำไม่ได้ ชั้นพูดไม่ได้ ชั้นจะไม่มีวันบอกรักเขาได้อีกแล้ว

…..

ฉันมันโง่ที่สุด..

กระดาษแผ่นสุดท้ายถูกส่งให้ซองมิน ก่อนมันจะถูกคว้าออกไปด้วยน้ำมือของคนข้างหลังที่ไม่รู้ว่ามาเมื่อไหร่ ฮยอคแจฉีกกระดาษนั่นออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะตะคอกแจจุงด้วยน้ำเสียงอันดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ไม่แม้แต่จะใส่ใจว่าจะโดนคนที่ตามมาข้างหลังสังหารหมู่ตัวเองข้อหาตะคอกใส่นางฟ้าด้วยซ้ำ

“แจจุง!!!” ร่างบางสะดุ้งไหว เมื่อเสียงทุ้มที่มักจะเรียกเขาอย่างอ่อนโยนวันนี้กลับตะคอกดังกว่าทุกวัน 

“ทำไมถึงเอาแต่คิดอะไรอย่างนั้น! อยากพูดก็พูดเซ่ กลัวอะไรอยู่ได้!! อยากบอกรักหมอนั่นก็บอกเองเซ่! จะมานั่งร้องไห้อยู่อย่างนี้เพื่ออะไร!

ร่างผอมจะกระโจนเข้าใส่นางฟ้าด้วยแรงโทสะ เป็นซีวอนนั่นเองที่เข้ามารั้งแขนเอาไว้ ก่อนจะตามมาด้วยฝีเท้าของเพื่อนร่วมบ้าน ที่ตกอกตกใจคิดว่าฮยอคแจจะทำอะไรแจจุง

“เฮ้ย ใจเย็นดิวะ! ทำไมต้องรุนแรงใส่แจจุงด้วย”

“ก็นางฟ้าของพวกนายน่ะ มันไม่มีความอดทนเลยน่ะสิ!!” ฮยอคแจไม่เลิกคลั่ง “หึ ...หรือว่าที่จริงแล้ว...ไม่ได้รักหมอนั่นจริงๆ กันล่ะ?”

ยิ้มหยัน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ดูแคลนอย่างเจ็บแสบออกมาอย่างที่ไม่เคยทำ “มันก็แค่ความรักฉาบฉวยเท่านั้นแหละ ...อย่าเสียเวลาพยายามจะพูดไปให้เสียเวลาเลย...”

คำพูดที่ทำให้แจจุงเดือดราวกับโลกแห่งความฝันกำลังจะพังทลาย

“มันไม่ใช่ความรักฉาบฉวยนะ!!!!

.....

“ฉันรักเขา รักมาตั้งนานแล้ว!! ฉันแค่อยากบอกให้เขารู้!! ได้ยินไหม...ฉันรักเขา ฉันรัก..ยุนโฮ ฉันรักเขา...”

เมื่อนั้นเอง ที่ทุกคนรู้สึกว่า ใบไม้ไหวที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ผลิดูสวยงามมากกว่าทุกวัน

ใบหน้าใสหยุดนิ่ง

ริมฝีปากสั่นระริกไม่อยากจะเชื่อในโสตประสาทของตัวเอง

เช่นเดียวกันกับทุกๆ คนที่อยู่ตรงนี้

“แจจุง จะ แจ....นายพูดได้แล้ว” น้ำตามากมายพรุ่งพรูออกมาจากดวงตาของซองมินอีกครั้ง “นายพูดได้ ตะกี๊เสียงของนาย นายพูดได้แล้วแจจุง!! นายพูดได้แล้ว!!

“แจแจ...” ฮีชอลอ้าปากค้าง ราวกับเมื่อกี๊เขาฝันไป ยามเสียงทุ้มหวานที่สุดเท่าที่เคยได้ยินดังทะลุเข้าไปในโสตประสาท “แจแจ...พะ พูดอีกครั้งสิ..”

“ผมรักยุนโฮ....”

เสียงหวานกังวานออกมาอีกเพียงเท่านั้น ก่อนร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงจากการร้องไห้อย่างหนักจะค่อยทรุดไปในอ้อมแขนของซองมิน

........

....

14 February, 2009

….

……….

ขาเรียวเล็กทรุดนั่งลงบนโซฟานุ่มตัวยาว สองแขนโอบรัดกล่องของขวัญใบย่อมไว้ในอ้อมแขน ริมฝีปากบางอ้าออกก่อนจะหลับตาแล้วกลั้นหายใจ “อา...อา “

รอยยิ้มสวยปรากฏบนใบหน้าของแจจุง เมื่อสิ่งที่ได้ยินไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน เสียงของเขากลับคืนมาอีกครั้ง จากที่เคยคิดว่าชาตินี้คงจะไม่มีวันได้พูดกับใครอีกแล้ว

ชองยุนโฮเป็นคนเรียกความกล้านั้นกลับมาอีกครั้ง...

ดวงตากลมโตหลับตาลง ก่อนเสียงของลูงลิงน้อยที่บอกกับเขาเมื่อสองวันก่อนจะดังขึ้นในหัว

 ..................

ห้องรับแขก

“เฮ้อ จบลงด้วยดีเนอะ” ทงเฮยืดแขนสุดตัว “ว่าแต่ ทำไมนายต้องตะคอกใส่แจจุงขนาดนั้นด้วยล่ะ ใจร้ายชะมัด”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ฮยอคทำหน้าหงอย “มันเป็นแค่ละครตบตาเท่านั้นเอง ก็ชั้นอยากให้แจจุงมีความกล้านี่นา... แล้วมันก็สำเร็จใช่มั้ยล่ะ?”

ทงเฮทำหน้าแหยใส่เพื่อนที่เขาไม่คิดว่าจะเป็นคนทำอะไรแบบนี้เป็นกับเค้าด้วย ก่อนจะเหลือบไปเห็นของประหลาดๆ ในมือเพื่อน เสียงหวานเอ่ยเชิงแปลกใจ

“นั่นอะไรน่ะ ฮยอคแจ” ทงเฮมองตุ๊กตาในมือเพื่อนอย่างสงสัย “เด็กผู้ชาย ตุ๊กตาหมี ไรเนี่ย”

“เนี่ยเค้าเรียกว่าตุ๊กตาอัดเสียง” ฮยอคแจหมุนตุ๊กตาในมือไปมา “ฉันจะให้แจจุง”

“เอาไปทำไม”

“เอาไปหลอกหมีให้ตกใจเล่นน่ะสิ!

.....

......

21.45

เสียงประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง รบกวนคนที่จมอยู่ในห้วงความฝันให้สะลึมสะลือขึ้นมาได้ แจจุงทำตาปรือมองซ้ายขวา ก่อนเสียงทุ้มที่เอ่ยอยู่ข้างหูจะทำให้ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง มือเล็กยกขึ้นขีดที่ต้นแขนใหญ่อย่างเคยชิน

ทำไมวันนี้กลับช้าจัง...

“ติดงานน่ะ” คนตัวใหญ่เขยิบเข้าใกล้อีกนิด “ถ้ารู้ว่ามีคนรอจะให้ของขวัญที่บ้านก็คงจะรีบกลับหรอก..”

มือหนาที่อยู่ข้างกายเขา..

เสียงทุ้มที่สะบัดขึ้นลงอย่างอบอุ่นยามมอบความเอาใจใส่ให้กับเขา

จวบจนใบหน้าที่เขินเรื่อ ยามได้ยินเสียงของเขา...

ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมขึ้นมาเป็นชองยุนโฮ..

........

..จนถึงตอนนี้....แจจุงรู้ดีว่า...

นับจากนี้ไป...จะไม่มีอะไรมีค่าสำหรับเขาไปมากกว่าความอบอุ่นนี้...

........

....

....

ไม่รู้นานเท่าไหร่ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้..

ใช้สองตาจ้องมองเขาคนนั้น...ที่มักจะกลับบ้านมาแล้วทักทายผมด้วยน้ำเสียงสดใสในทุกๆ วัน...

ทุกๆ วันหลังเขาเลิกงาน ..แผ่นหลังกว้างอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยก็จะทรุดกายลงแล้วโอบกอดผมไว้ในอ้อมแขน..

ท่ามกลางความรักที่มอบให้คนที่เป็น “อากาศ” ของผมอย่างเขา....

ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมไปทั่วตัวผมจนโลกทั้งใบเปลี่ยนสี..

....

ผมรู้ตัวว่ามีความสุขแค่ไหนที่ได้นั่งเคียงข้างเขา..

ผมรู้ตัวว่ามันเป็นโชคที่วิเศษแค่ไหนที่พระเจ้าทำให้ผมได้รู้จักกับเขา...

และผมก็รู้ตัวว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ตอนนี้มีค่าแค่ไหน..

...

และความหวังของผมก็จะยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป...

จวบจนด้ายแห่งพรหมลิขิตเส้นนี้จะสิ้นสุดลง...

....

ending~ (ของจริง 555)

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๋อ...ในที่สุดก็รู้แระว่าทำไมแจจุงถึงไม่พูด เพราะพูดไม่ได้นี่เอง

แต่ความรักนี่ ทำให้ปาฏิหารย์เกิดขึ้นได้จริงๆเรยเนอะ!


ชอบคำนี้จัง"พรหมลิขิต"

ฮุฮุ >.<

#1 By Lee MinNam (202.12.97.119) on 2009-07-19 00:11


ซึ้งมากมายอะ

เหอะๆ

ในที่สุด ด้วยแรงแห่งรัก ก็ทำให้คนเราทำได้ทุกอย่างเน้อ

#2 By lady PYL on 2009-09-22 19:08

น่ารักมากค่ะ...แต่หมียุนไม่มีบทสักกะติ๊ดเลยแหะ...จุงน่ารักจังquestion

#3 By prim on 2009-09-23 12:23