[SF] First song
posted on 20 Feb 2009 19:00 by kyokoong in One-shot
[SF] First song
TVXQ Fan Fiction
Title: First song
By: Kyokoong
Style: Yaoi
Couple: Changmin*Jaejoong
Category: Romance/Drama
Rating: PG-13
Author's note :: มาต่อ G.I.F.T โปรเจ็คเรื่องที่สาม โฮววว เหลืออีกเรื่องเดี๊ยว!
Couple Request :: MinJae
Reader Request :: pattybluet
Rating Request :: Freestyle
เหมือนไรท์เตอร์จะแต่งฟิคคู่อื่นไม่ได้จริงๆ แฮะ แต่งทีไรยุนแจเอี่ยวทุกที เฮ้อๆๆ
ปอลอลิง : เรื่องนี้น้องมินน่าร้ากส์!!!
---------------
ไม่รู้นานเท่าไหร่ที่ผมแอบมองเขา..
มองดวงตากลมสุกใสราวกับลูกแก้ว
มองริมฝีปากสีชมพูน่าสัมผัส
มองผิวขาวนวลเนียนราวกับน้ำนม
มองคนที่เป็นความรักครั้งแรก...ของตัวเอง
........
“ยุนโฮบ้า~ บ้าที่สุดเลย!!” เสียงหวานตะโกนลั่น ดวงตาคู่โตฉ่ำน้ำน้อยๆ อย่างน่าหวาดเสียวด้วยไม่รู้ว่ามันจะหยดลงมาเมื่อไหร่ ขาเรียวกระแทกปึงปังออกมาก่อนจะนั่งจุ้มปุ้กอยู่บนโซฟาคนเดียว โดยที่มีสายตาไม่ยอมอ่อนข้อให้จากคนตัวสูงกว่าส่งตามมา
“อยากโกรธก็เชิญ...แต่คราวนี้นายงี่เง่าเกินไปจริงๆ แจจุง”
พูดจบก็เดินออกไปอย่างไม่แคร์ความรู้สึกคนตัวเล็ก ที่เหมือนโดนมีดแทงอยู่ข้างในจนเจ็บไปหมด น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลริน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนผิด แต่ก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้
สะอื้นเบาๆ กับตัวเองจนไหล่สะท้าน ปฏิกิริยาที่แสนจะน่าสงสาร เรียกให้คนนอกที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อดจะแสดงความห่วงใยออกมาไม่ได้
แค่เห็นว่าร้องไห้ ก็ทนมองไม่ได้แล้ว..
ร่างสูงๆ ของน้องเล็กเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะหย่อนตัวลงข้างๆ มือหนาลูบเบาๆ ที่ไหล่เล็ก “ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะฮะ”
“ชางมิน...ฮึก” ดวงตาโตบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนักช้อนขึ้นมองน้องชาย ก่อนจะซบใบหน้าลงไปบนอกกว้างจนคอเสื้อร่างสูงชุ่มไปด้วยน้ำตา “ยุนโฮบ้าที่สุดเลย ฮึก ฮือ...”
มือหนาลูบเบาๆ ที่กลุ่มผมนิ่ม “ไม่เป็นไรนะฮะ ไม่ร้องนะพี่แจจุง...”
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่..
ที่ได้เป็นแค่คนที่คอยปลอบ คอยมองอยู่ห่างๆ
เป็นที่ปรึกษาของพี่ชายคนสวย เป็นน้องชายที่ดี...
แค่อยากจะให้หันมามองกันบ้าง แค่อยากจะให้รู้ว่ารักมากแค่ไหน..
แต่ก็ยังคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น..
“ฮึก..ยุนโฮใจร้าย...” เสียงหวานยังคงตัดพ้ออยู่กับอกน้องชาย ก่อนมือหนาจะเลื่อนมาเช็ดคราบน้ำตาให้แผ่วเบาแล้วว่า “โอเคฮะ ใจร้ายก็ใจร้าย..แต่ว่าคนขี้แงยิ้มก่อนได้มั้ยเอ่ย ยิ้มหน่อยนะ ยิ้ม ยิ้ม”
พูดจบก็ฉีกยิ้มประหลาดๆ ให้คนขี้แงดูอีกหนึ่งที เรียกเสียงหัวเราะใสแจ๋วจากคนเพิ่งหยุดร้องไห้ได้ทันที “ฮะๆ ชางมินนั่นนายยิ้มหรือปวดฟันกันแน่ ตลกชะมัดเลย”
ดวงตากลมใสหยีลงจนเกือบปิด เรียกรอยยิ้มจากน้องชายได้จางๆ ..อารมณ์ดีแล้วสินะ..
หัวเราะเสร็จ สายตาก็พลันไปเห็นรอยชุ่มน้ำที่เสื้อเชิ้ตของน้องชาย ฉับพลันมือขาวก็ได้แต่ยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง แล้วพูดเสียงเบา “ดูสิ วันนี้ก็ต้องมาพึ่งชางมินอีกแล้ว..ขอโทษนะ เปียกหมดเลย...”
ชางมินยิ้มให้กับท่าทางน่ารักนั่น “ไม่เป็นไรฮะ...”
“นายเป็นน้องชายที่น่ารักที่สุดของพี่เลย พี่รักนายนะชางมิน..”
รักงั้นเหรอฮะ..พี่แจจุง?
“ผมก็รักพี่แจจุงฮะ รักที่สุดเลยเหมือนกัน..”
รักมากกว่าใครในโลกเลย...พี่รู้ไหม..
.....
…
“เยี่ยม! ชางมินนน! นายเป็นที่หนึ่งแล้วรู้ไหม!! เย้ๆๆ” เสียงโห่ร้องดังลั่นขึ้นรอบตัว เด็กหนุ่มหันไปมองรอบกายด้วยสีหน้างงงวย “ฉะ ฉันน่ะเหรอ..?”
“ใช่!! แกจะได้เป็นนักร้องแล้วนะ!!”
นักร้อง..คือสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตลอด
แม้ว่าทางบ้านจะอยากให้ผมเรียนแพทย์มากกว่า เพราะผมสมองดี สอบทีไรก็ได้ที่หนึ่งของสายตลอด แต่ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่ชีวิตจริงๆ ของผม..
ผมรักการร้องเพลง..อาจจะตั้งแต่ครั้งแรกที่เปล่งเสียงออกมาได้
ราวกับหัวใจหยุดเต้น ผมกำลังจะได้เป็นนักร้อง..!!
แต่ชั่วพริบตาที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง..
บางที..
ความฝันของผมคงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด..
...
.....
“ไม่ไหวเลย! นี่นายร้องเพลงหรือกรี๊ดกันแน่! เสียงมันแหลมเกินคีย์ไปแล้วนะชางมิน!”
เสียงหวีดร้องของหญิงสูงวัยดังขึ้น หล่อนหวดไม้ในมือไปมาอย่างอารมณ์เสียจนชางมินสะดุ้ง ไหล่หนาค้อมลงพลางเอ่ย “ขะ ขอโทษครับ..”
“นี่เธอชนะเลิศการประกวดมาจริงหรือเปล่านะ! เอาเถอะ ฉันถือว่านี่เป็นวันแรก บางทีเธออาจจะตื่นเต้นเกินไปก็ได้ งั้นพอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”
ว่าจบก็ถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดเดินออกไป เล่นเอาเด็กหนุ่มถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง ...เมื่อกี้เขาก็ตั้งใจร้องแท้ๆ ...
คิดแล้วก็พลันคอตกลงมา เขาเพิ่งมาที่นี่เป็นวันแรก ปฐมนิเทศน์เรื่องที่พักได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกพามาเข้าห้องซ้อมทันที เพื่อนก็ไม่มี..
แถมตั้งแต่ซ้อมมาสามชั่วโมง ก็ยังไม่มีสักคำที่อาจารย์ฮันจะเอ่ยปากชมเขา นี่มันอะไรกันนะเนี่ย..
ชางมินเงยหน้าขึ้นพิงกับพนักโซฟายาวในห้องเก็บเสียง เด็กฝึกหัดค่อยๆ ทยอยออกจากบริเวณห้องซ้อมกันไปทีละสองสามคนเพื่อพักกินข้าวกลางวัน เหลือแต่เขาที่ยังนั่งอยู่ตรงนี้ ก็ไม่รู้จะไปไหนต่อนี่นา...
ห้องซ้อมเฟสที่หนึ่ง จากที่เคยอึกทึกไปด้วยเสียงผู้คน บัดนี้กลับเงียบสงบว่างเปล่า สิ่งที่เป็นเพื่อนเด็กหนุ่มยามนี้มีเพียงเปียโนสีขาวหลังโตที่หันหลังให้เขา กับเครื่องดนตรีอีกสองสามชิ้นที่วางระเกะระกะอยู่ที่พื้นก็เท่านั้น ชางมินเงยหน้ามองเพดานพลางหลับตา เกือบจะคล้อยหลับไปอยู่แล้วเชียว..
แกร๊ก...
เสียงประตูดังขึ้นเรียกความสนใจของเด็กหนุ่มจากภวังค์ความฝันขึ้นมาได้ ดวงตาคมลอบมองผู้มาใหม่จากหลังเปียโน ...ไม่น่าจะมีใครเข้ามาทำอะไรในนี้นี่นา...
คนปริศนาก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ชางมินมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็คงมองไม่เห็นเขา ร่างโปร่งพยายามชะเง้อคอมองหน้าฝ่ายตรงข้ามแต่ก็ดูจะไม่ถนัดนัก จวบจนเสียงเพลงดังขึ้น..
เสียงเพลงที่ตรึงร่างกายทุกส่วนให้หยุดนิ่งอยู่กับที่..
ท่วงทำนองไพเราะหวานหู ถูกบรรจงบรรเลงขึ้นจากปลายนิ้วมือขาว ซึ้งกินใจและแสนเศร้าไปในเวลาเดียวกัน ชางมินไม่เคยฟังทำนองดนตรีจากเสียงเปียโนที่ไพเราะเช่นนี้มาก่อน ไม่แม้แต่จะละโสตประสาททุกส่วนให้ออกไปจากความหวานอันเย้ายวนนี้ได้เลย..
บรรเลงท่วงทำนองจวบจนสิ้นถึงคีย์โน้ตตัวสุดท้าย...บทเพลงที่มาจากสรวงสวรรค์จึงได้จบลง
พร้อมๆ กับ ร่างของผู้บรรเลงที่ลุกขึ้นจากหน้าเปียโน แล้วเตรียมจะเดินจากไป
ใคร..ใครกัน? อยากจะเห็นหน้าสักครั้ง
เด็กหนุ่มรีบผลุนผลันลุกขึ้นหมายจะมองใบหน้าของผู้บรรเลง หากแต่ก็ช้าไป
ร่างบอบบางนั้นกลับลับสายตาไปเสียก่อน ทิ้งไว้เพียงสัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนแป้นคีย์ ชางมินย่างกรายเข้าไปใกล้เปียโนหลังนั้นก่อนจะก้มลงไปใกล้ๆ
มีกลิ่น..กลิ่นหอมจางๆ
ของคนเมื่อกี๊แน่ๆ..
อยากจะฟังอีกสักครั้ง...บทเพลงแห่งสรวงสวรรค์...
............
ร่างสูงโปร่งมองซ้ายขวาอย่างระวัง มือหนาเปิดประตูห้องซ้อมออกเบาๆ ลอบมองภายในเพื่อดูให้แน่ใจว่าข้างในจะไม่มีใครแน่ๆ ก่อนจะค่อยๆ สอดแทรกกายเข้าไปนั่งหลบอยู่ที่มุมเดิม เวลาบ่ายโมงกับชีวิตเด็กฝึกหัดวันที่สอง ชางมินยังคงเข้ามาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม
หากแต่คราวนี้มาเพราะความตั้งใจ...ไม่ใช่บังเอิญเหมือนกับเมื่อวาน
อยากจะเห็นจริงๆ คนที่เล่นเปียโนได้ไพเราะถึงขนาดนั้น..
นั่งรอต่อไปด้วยใจที่มุ่งมั่น ชางมินยังไม่มีเพื่อนเลย นี่คงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เขามีจดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตทีนี่ ก่อนที่จะเฉาตายเสียก่อน
เมื่อไหร่จะมากันนะ..
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เวลาที่เพียงพอที่จะให้คนอย่างชางมินกินอะไรติดต่อกันได้ให้มากที่สุดโดยไม่หยุดได้จบลง
โดยที่ไร้ซึ่งใบหน้าของเจ้าของฝ่ามือสีขาวนั่น..
หรือจะไม่มานะ..
อีกแค่ไม่กี่นาทีก็จะหมดพักแล้ว..
ร่างสูงผงกหัวคอตก ..ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ได้...
คิดได้ดังนั้นก็ชันตัวเองขึ้นจากหัวเข่าด้วยท่าทีโงนเงนพลางก้าวเดินออกจากห้องซ้อมไป ปวดขาชะมัด..
เบื้องหลังร่างสูงที่ก้าวเดินออกไปจนลับตา ร่างบอบบางในชุดสีขาวกลับปรากฏขึ้นบนทางเดินกว้าง เดินเข้ามาใกล้ห้องซ้อมนั้น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้าไป
ดวงตากลมสุกใสมองไปรอบๆ
นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม..
ก่อนจะเริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งสรวงสวรรค์อีกครั้ง..
….
“เฮ้อ ทำยังไงถึงจะได้เจอวะ” เสียงทุ้มบ่นเบาๆ กับตัวเอง หลังจากนั้นก็เป็นเป็นสองอาทิตย์แล้ว ที่ชางมินไปแอบเฝ้ารอ ‘ผู้บรรเลง’ บทเพลงแสนไพเราะที่เขาชอบหนักหนาอยู่ทุกๆ วันไม่เคยขาด แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอเลยสักครั้ง ชางมินถอนหายใจ พลางเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ...น่าเบื่อชะมัดเลย...
“นี่รู้ไหม วันนี้คุณแจจุงจะดวลกับบยอลด้วยเปียโนล่ะ” เสียงเล็กๆ อย่างเด็กสาวดังขึ้น ทำเอาร่างสูงต้องเงี่ยหูฟัง ..เปียโนเหรอ..
“จริงอ่ะ งี้ข่าวใหญ่แน่ๆ เลย..แต่บยอลน่ะชอบคุณยุนโฮนี่นา..? งี้ก็แสดงว่า..”
“ใช่เลยๆ ศึกชิงเดือนแห่งวงการเด็กฝึกหัดเอสเอ็ม..”
“แต่ยังไงฉันก็เชียร์คุณแจจุงนะ ก็คุณยุนโฮชอบคุณแจจุงเองนี่นา บยอลน่ะ ไม่เห็นจะต้องมาเกลียดคุณแจจุงเลย คุณแจจุงไม่ผิดสักหน่อย..”
“จริงด้วย ก็คุณแจจุงใจดี แถมยังน่ารักซะขนาดนั้น ยิ้มทีฉันงี้แทบละลายเลยล่ะ..แล้วคุณยุนโฮจะไม่รักได้ไงเนอะ”
“อย่าว่าแต่พวกเราเลย ขนาดพวกผู้ชายด้วยกันยังเรียกคุณแจจุงว่า*ฮิเมะด้วยซ้ำ”
“บยอลน่ะขี้อิจฉาจะตาย สวยรึเปล่าก็เท่านั้น คุณแจจุงที่เป็นผู้ชายยังสวยกว่าเลย”
“ใช่ๆ ฉันก็ว่างั้นแหละ”
เสียงพูดคุยของเด็กสาวสองคนทำให้เด็กหนุ่มที่นั่งทำหน้าเซ็งโลกอยู่ทั้งวันเกิดสนใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด ร่างที่งอตัวแอบฟังอยู่นานชันตัวขึ้นยืนจนสุดกาย โผล่ขึ้นมาทำเอาสองสาวถึงกับตกใจ “นี่”
“ว้าย!” เสียงแหลมเล็กหวีด “นะ นายทำอะไรของนายเนี่ย!”
“นี่ ดวลเปียโนที่ว่าน่ะมันที่ไหนเหรอ”
สองสาวทำหน้าเอ๋อ ก่อนคนหนึ่งจะพูด “กะ ก็..ที่ห้องใหญ่ตึกสองไง..”
“อ้อ ขอบใจนะ”
ชางมินยิ้มให้สองสาว ก่อนจะขยับปีกหมวกแก๊บที่ศีรษะไปมาแล้วเริ่มวิ่ง ..บางที คนที่เขาตามหาอาจจะอยู่ที่นั่น..
“นี่เธอ รู้จักนายนั่นหรือเปล่า” เสียงใสๆ เอ่ยขึ้น
“ไม่รู้สิ เห็นว่าเป็นเด็กใหม่ละมั้ง..”
...
เมื่อสองอาทิตย์ก่อน
ณ มุมหนึ่งของตึกเอสเอ็ม เอนเตอร์เทนเม้นท์
“คิมแจจุง! ฉันขอท้าแข่งกับนาย!” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นอย่างมาดมั่น เรียกสายตากลมโตของคนหน้าหวานให้หันไปมอง
“...” ใบหน้าหวานหันไปสบ ก่อนจะพูด “อย่าทำแบบนี้เลยนะบยอล มันไม่ดีต่อเราหรอก”
“ไม่ต้องมาทำพูดดี คิมแจจุง! นายคิดจะสมเพชฉันใช่ไหม!!”
“....” เสียงหวานเงียบ ไม่กล้าจะพูดอะไรต่อ “แล้ว..จะให้ผมทำยังไง..”
“อีกสองอาทิตย์! ฉันขอท้าดวลกับนายด้วยเปียโน! ตัดสินกันด้วยคะแนนจากอาจารย์ระดับสาม! ที่ห้องใหญ่อาคารสอง เตรียมตัวไว้ให้ดี!”
“แล้วผลตัดสิน..” เสียงหวานเว้นวรรค รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
“ถ้านายชนะฉันจะยอมละมือจากยุนโฮ...แต่ถ้านายแพ้...” หญิงสาวกรีดยิ้มร้าย “นายจะต้องออกจากชีวิตยุนโฮไปซะ!”
....
สายตากลมหรุบลง ก่อนจะเอ่ย “...ตกลง”
.....
แซ่ด แซ่ด
เสียงผู้คนแออัดที่หน้าประตูอาคาร เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มได้อย่างมาก ชางมินพยายามแทรกตัวเข้าไปก่อนจะหันหน้ามองซ้ายขวา ...อยู่ตรงไหนกันน้า..
“เอาล่ะ คนที่จะมาขึ้นบรรเลงให้เทสต์วันคนแรก ปาร์คบยอลอา ขึ้นมาเลยสิ”
“ค่ะ”
ร่างระหงของหญิงสาวก้าวขึ้นไปยืนบนเวที พอดีกับที่ร่างสูงโปร่งของชางมิน เบียดแทรกผู้คนไปถึงหน้าเวทีได้ สายตาคมมองสอดส่อง ...คนนี้หรือเปล่านะ ที่เล่นเพลงนั่น..
เสียงเพลงหวานช้า ค่อยๆ ถูกบรรเลงขึ้นจากปลายเรียวนิ้วที่แสนคล่องแคล่ว บยอลอากรีดกรายปลายนิ้วลงไปบนคีย์อย่างชำนาญราวศิลปินเอกระดับโลก ทำนองที่หวานช้าสะกดผู้ฟัง ค่อยๆ ถูกเร่งจังหวะขึ้นจนกลายเป็นดนตรีแนวบัลลาดแปลกหู ช่วงคีย์สูงต่ำที่แสนจะทรงอำนาจตรึงทุกคนที่อยู่รอบบริเวณได้ราวกับตกลงไปในภวังค์แห่งความนุ่มลึกของเสียงเพลงที่หล่อนสร้างขึ้นมาเป็นโลกใบใหม่
จวบจนเสียงดนตรีสิ้นสุดลง เสียงปรบมือจึงดังขึ้นกึกก้อง
“เยี่ยมยอดมากบยอล เพราะมาก สุดยอดมากๆ เลย”
รอยยิ้มหวานถูกส่งแทนคำขอบคุณอาจารย์ หากแต่เด็กหนุ่มคนแปลกหน้ากลับตีหน้านิ่ง
เพราะ..ใช่ สุดยอด..ใช่
แต่ว่าไม่ใช่บทเพลงนั่น..
เพลงนี้ยังไม่บริสุทธิ์เท่าบทเพลงนั่น..ไม่ใช่เพลงนี้
..ไม่ใช่..คนคนนี้...
ฉับพลันที่คิดได้ ใบหน้าเฉียบคมของร่างสูงพลันเสมองไปยังที่ข้างเวที เด็กหนุ่มหน้าตาหวานจัดชนิดที่เรียกได้ว่าสวยสุดๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าหวานกับท่าทีไม่มั่นใจ ดูนอบน้อมถ่อมตนผิดกับเด็กหญิงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างร้ายกาจจากบุคลิกที่แสนมั่นใจของหล่อน
“คนที่สอง คิมแจจุง ขึ้นเวทีได้เลย” สิ้นเสียงของอาจารย์ ชางมินเหมือนได้ยิน เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้างดงามนั้นหันกลับไปมองคนร่างสูงอีกคนที่เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างอยู่
ก่อนรอยยิ้มแสนงดงามจะฉายออกมา..
สวย สวยมาก..
ชางมินมองร่างตรงหน้าตาค้าง หรือถ้าจะให้ถูกคงต้องบอกว่าไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาต่างหาก..
ร่างบอบบางก้าวขึ้นไปบนเวที ผิวที่ขาวอยู่แล้วถูกสวมทับด้วยอาภรณ์สีขาวตลอดทั้งตัว ราวกับนางฟ้าแสนบริสุทธิ์ที่ลงมาจากสวรรค์
ชางมินลอบพิจารณาใบหน้างดงามนั้นทีละส่วน
ดวงตากลมโตถูกล้อมด้วยแพรขนตางอนยาว จมูกโด่งรั้นเป็นสัน รับกับใบหน้ากลมที่ล้อมกรอบด้วเส้นไหมสีดำสนิทตลอดทั้งศีรษะ
ปลายผมถูกซอยไล่ลงมาจนถึงต้นคอ ยาวระไหล่มน ริมฝีปากสีชมพูเผยอน้อยๆ อย่างคนเกร็ง มือขาวจัดไล่ไปบนแพคีย์นับสิบลิ่ม ก่อนจะค่อยๆ บรรจงนิ้วกดลิ่มคีย์ตัวแรกลงไปอย่างตั้งใจ
และท่วงทำนองที่แสนจะไพเราะ ก็กลับสะท้อนอดีตในความคิดของชางมินให้กลับมาอีกครั้ง
นี่มัน...เพลงนั่น..
บทเพลงจากสรวงสวรรค์..ที่ถูกบรรเลง..ด้วยปลายนิ้วของนางฟ้า..
คิมแจจุง...นางฟ้าสีขาว..
ท่วงทำนองใสแจ๋วราวกับถูกกลั่นกรองมาจนเปราะบางค่อยๆ ซึบซับเข้าสู่โสตประสาท บันไดเสียงที่ไล่ระดับหวานซึ้งและแสนเศร้าตรึงการขยับเคลื่อนไหวของทุกสิ่งได้ราวกับเวลาหยุดหมุน ไม่มีแม้แต่เสียงเดียวที่จะกล้าขยับ ดวงตากลมโตที่จ้องมองไปบนแพคีย์พลางบรรเลงไปเรื่อยๆ อย่างตั้งใจ ไม่แตกต่างอะไรไปจากการร่ายรำของนางฟ้า
จวบจนสิ้นเสียงของคีย์เปียโนตัวสุดท้าย..
ก็เหมือนจะเป็นศรที่ปักลงกลางใจของชิมชางมินไปพร้อมกัน
เขาคง..
ตกหลุมรัก..นางฟ้าแสนบริสุทธิ์องค์นี้เข้าซะแล้วละสิ..
.....
ทำยังไงนะ..
ทำยังไงถึงจะเข้าถึง..
ชางมินยกมือขึ้นกุมขมับ หลังจากวันนั้น เขาเองก็ไม่ได้รู้ผลการแข่งนั่นเพิ่มเติมสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องกุมขมับ กลับเป็นเรื่องที่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจดีแล้วเสียต่างหาก
คิมแจจุง เจ้าหญิงของเหล่าเด็กฝึกหัด
ด้วยอายุการฝึกที่นานกว่าคนอื่นๆ รูปร่าง หน้าตา รวมไปถึงนิสัยที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทำให้เจ้าตัวตกเป็นที่ชื่นชอบของทุกๆ คนไม่ว่าจะชายหรือหญิง
แถมได้ยินมาว่า เรื่องร้องเพลงยังเป็นเลิศอีกด้วย..
เรียกได้ว่าสูงเกินจะเอื้อมถึง
แล้วคนไร้เพื่อน เลื่อนลอยไร้จุดหมายอย่างเขาจะทำอะไรได้?
ชางมินได้แต่คอตก ตัวเขาเพิ่งมาที่นี่ไม่นาน แถมอะไรๆ ก็ดีสู้คนอื่นเข้าไม่ได้สักอย่าง อย่างนี้คงต้องรอชาติหน้าซะแล้วละมั้งถึงจะได้คุยกับนางฟ้า
อย่าว่าแต่จีบเลย เอาคุยคำเดียวจะได้รึเปล่าก็ยังไม่รู้
ดวงตาคมหลับลง ปิดตายความหม่นหมองในหัวใจจนสิ้น ก่อนจะเบ้ปากออกอย่างคนเซ็ง
เบื่อ...
ก่อนจะต้องลืมตาพลันเมื่อถูกแนบสัมผัสเย็นเฉียบเข้าที่หน้าผาก “โอ๊ย เย็น! อะไรเนี่ย...”
ดวงตาคมเบิกกว้าง คว้ามือขึ้นกุมที่ผ้าห่อน้ำแข็งตรงศีรษะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนขี้แกล้งตรงหน้า หมายจะโวยเสียให้เข็ดหลาบ
แต่ก็กลายเป็นว่าต้องนิ่งจนขยับไม่ได้แทน เมื่อได้เห็นคู่กรณีแบบชัดๆ เต็มสองตา..
“นะ นางฟ้า..”
คิมแจจุงเอียงคองง ก่อนจะยิ้มแล้วหัวเราะ ”งึมงำๆ อะไรน่ะ แล้วมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมเหรอ?”
พูดจบก็ส่งยิ้มทลายหัวใจมาอีกที ความน่ารักที่เรียกได้ว่าน่ารักชนิดทำลายล้าง สะกดคนแข็งๆ อย่างชางมินให้ตื่นเต้นหัวหูแดงเป็นเจ้าเข้าได้
..ท่าทางที่พูดได้คำเดียวว่ามหัศจรรย์..
“อ่ะ เอ่อ..คะ คือ..” ติดอ่างซะงั้น อยากคุยกับเค้าไม่ใช่เหรอ พูดสิวะชางมิน!
แต่ดูเหมือนหากจะดันทุรังต่อไปก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง นางฟ้าจึงยอมเป็นฝ่ายพูดก่อน “ฉันคิมแจจุง แล้วนายล่ะ”
“ชะ ชิม..ชางมิน..”
“ชางมิน ยินดีที่ได้รู้จักนะ!”
.......
“แย่จริงชางมิน! ไปซ้อมให้พัฒนากว่านี้แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อแล้วกัน!”
ราวกับเทปเดิมถูกเล่นซ้ำๆ เสียงบ่นด่าที่ไม่ได้ซ้ำกันเลยสักวันยังดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ห้องดนตรีเฟสที่หนึ่งกลับไปว่างเปล่าไร้ผู้คนเหมือนกับวันแรกที่ชางมินมาที่นี่
เหมือนวันนั้นเลยแฮะ..
ถึงจะยิ้ม..
แต่ผมก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้หรอก..
ว่าจริงๆ แล้วผมท้อมากแค่ไหน..
หลับตาลงไม่อยากจะมองเห็นอะไร ไม่อยากจะทนอยู่อย่างนี้..
อยากจะหนี..
โป๊ก!
ปลายนิ้วขาวยกกระป๋องเปล่าขึ้นเคาะเบาๆ ที่ศีรษะคนร่างสูง เสียงใสเอ่ยขึ้น “ชางมิน มาทำอะไรอยู่ตรงนี้อีกแล้ว”
และนี่เป็นอีกครั้ง..
ที่นางฟ้าปรากฏตัวต่อหน้าผม..
“เหนื่อย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาสั้นๆ ตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะยืน
เหมือนกับคนตรงหน้าจะเข้าใจทุกอย่าง ร่างบางย่อตัวลงนั่งระดับเดียวกับเด็กหนุ่ม ก่อนจะรั้งร่างสูงเข้ามาใกล้แล้วสวมกอด “ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างจะต้องไปได้ดี”
“....”
“นี่น่ะ..เพิ่งจะเริ่มต้น”
“....”
“พวกเรามีความฝันเดียวกันไม่ใช่เหรอ?”
“.....”
“ฉันจะคอยอยู่ข้างๆ ชางมินเองนะ”
ตอนนี้ผมรู้แล้ว
ที่ผมคิดน่ะไม่ผิดหรอก..
คิมแจจุงเป็นนางฟ้าจริงๆ...
“ขอบคุณนะแจจุง ขอบคุณจริงๆ “ ผมลุกขึ้นยืน “นายเป็นเพื่อนคนแรกของฉันเลยรู้ไหม”
“อื้อ ไม่เป็นไรหรอก”
“งั้นฉันกลับห้องก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้เจอกันที่นี่นะ” ผมยิ้มให้นางฟ้า บางทีการเข้าถึงแจจุงก็ไม่ได้ยากไปซักเท่าไหร่นี่นา
แต่สิ้นประโยค สีหน้าของร่างบางกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก “พะ พรุ่งนี้เหรอ..เอ่อ...”
“ทำไมเหรอ?”
“ปละ เปล่าหรอก แล้วเจอกันนะ”
ในตอนนั้น..คนอย่างผมคงไม่รู้หรอก ว่าอะไรถูก อะไรผิด..
.........
เช้าวันต่อมา
“นี่รู้ไหม คุณแจจุงน่ะได้คิวเดบิวต์แล้วนะ!”
“จริงเหรอ แจ๋วเลย วงอะไรล่ะ”
“ไม่รู้นะ แต่ที่ฉันได้ยินมาน่ะ เป็นวงบอยแบนด์ที่มี 5 คนน่ะ ชื่อก็ตั้งไม่ได้เป็นทางการหรอกนะ คัดไปได้สามคนแล้วด้วย คนแรกก็คุณจุนซูน่ารักๆ ที่อยู่อาคารสามไง คนนั้นน่ะอัจฉริยะเกินอัจฉริยะ ฉันว่ายังไงก็ติดอยู่แล้ว แถมเป็นคนจากคลาสสูงอีกต่างหาก”
“แล้วอีกสองคนอ่ะ?”
“ก็คุณแจจุงของเราไง ฮิเมะน่ะสอบไล่อาทิตย์ที่แล้วติดได้คะแนนสูงสุด ฉันก็ว่าสมควรแล้วแหละ เสียงเปียโนนั่นมันเพราะมากจริงๆ นี่นา ที่สำคัญ..รู้สึกว่าอีกคนที่ได้คิวเดบิวต์เหมือนกันก็จะเป็นคุณยุนโฮนะ ได้จากสาขาเต้น สุดยอดจริงๆ เลยเทพบุตรของฉัน”
“คุณยุนโฮ? คุณแจจุง? เดบิวต์วงเดียวกันด้วยเหรอเนี่ย! อย่างงี้ยัยบยอลก็ตกกระป๋องน่ะสิ”
“รายนั้นน่ะตกกระป๋องไปนานแล้ว แต่ฉันว่างานนี้เราต่างหากที่ตกกระป๋อง”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็วงเดบิวต์ของคุณแจจุงน่ะมันเป็นบอยแบนด์ แล้วผู้หญิงอย่างเราจะมีสิทธิ์ได้เข้ารับคัดเลือกได้ยังไง”
“ฉันก็...”
ชางมินที่แอบฟังสองสาวอยู่ข้างต้นไม้ที่เก่าเวลาเดิมแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ นี่แจจุงจะได้เดบิวต์แล้วอย่างนั้นเหรอเนี่ย..
อย่างนี้คงต้องแสดงความยินกันสักหน่อยแล้ว
...
ร่างสูงโปร่งถือช่อดอกไม้มาไว้ในมือพลางก้าวเข้าไปในห้องซ้อมเฟสที่หนึ่งด้วยท่าทีคุ้นเคย มือหนาเสยปัดไปที่ทรงผมเพื่อจัดทรงให้เข้าที่ เฮ้...นี่เราจะตื่นเต้นอะไรนักหนาเนี่ย
แต่ว่าแจจุงจะดีใจหรือเปล่านะ?
ชางมินลอบยิ้ม แจจุงคงจะเซอไพร์สที่เขารู้เรื่องก่อน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะความดีความชอบของแม่สองสาวนั่นล้วนๆ เลยนะเนี่ย
เมื่อไหร่จะมากันนะ?
อีกสิบนาทีก็คงมามั้ง
รอแล้วรอเล่า รอต่อไปเหมือนกับเหตุการณ์เดิมๆ ในวันวันหนึ่งที่เขาเคยนั่งรอแจจุงทั้งอาทิตย์ แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววแม้แต่จะเห็น
แต่เราสัญญากันไว้แล้วนี่นา..
ชางมินยืนถือช่อดอกไม้ค้างอยู่อย่างนั้นยาวนาน จวบจนเสียงเปิดประตูที่มาพร้อมกับร่างอาจารย์สอนร้องเพลงคนเดิมของเขา
ทำไม...ทำไมไม่มา
“อ้าว ชางมินทำไมมาอยู่นี่ล่ะ”
“อะ อาจารย์...ทำไม ทำไมคิมแจจุงไม่มาที่นี่ล่ะ?”
“เอ๋ คิมแจจุง? อะไรของเธอ”
“ก็เอ่อ ก็ผม..” ร่างสูงอีกอัก จะให้บอกยังไงว่าเขานัดเจอกับแจจุงที่นี่ “คือปกติผมเห็นเค้าชอบมาซ้อมเปียโนที่นี่..”
“อ๋อ จะมาดูแจจุงซ้อมงั้นเหรอ” อาจารย์พูดอย่างเข้าใจ จนชางมินรีบพยักหน้า ก่อนคำพูดต่อมาของอาจารย์จะทำให้ขาเรียวที่ยืนหยัด สั่นไหวจนแทบยืนไม่ได้ “แต่ว่าต่อจากนี้ แจจุงเค้าคงไม่มาที่นี่แล้วล่ะ”
“เอ๋..”
“ก็แจจุงน่ะ ได้คิวเดบิวต์ไปแล้วเมื่อวาน เขาก็เลยย้ายที่เรียนไปอยู่อาคารสามกับพวกจุนซู ยุนโฮแล้วน่ะสิ”
“อะ อาคารสาม..แล้วผม..”
“เสียใจด้วยนะชางมิน ตึกนั้นน่ะ มีแค่อาจารย์ระดับสูงกับนักเรียนคลาสเอกเท่านั้นแหละที่เข้าไปได้”
จะไม่ได้เจออีกอย่างนั้นเหรอ..
จะทำอย่างนั้นได้ยังไง...
นายบอกว่าจะอยู่ข้างๆ ฉันนี่นา..
นางฟ้า..
“ทำไม? อยากเจอเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ ไปฝึกซ้อมให้มากกว่านี้ก่อนเหอะครูว่า เราน่ะยังห่างจากเขาอีกมากนะชางมิน”
ห่างมาก...เอื้อมไม่ถึง..?
ราวกับทุกๆ สิ่งปิดตาย ชางมินไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรออกไป
“อาจารย์ฮะ การสอบเทสต์เข้าวงเดบิวต์ของแจจุงจะมีอีกเมื่อไหร่ครับ?”
เอื้อมไม่ถึง..ถ้านางฟ้าอย่างนายไม่อาจร่อนปีกสีขาวลงมาหาคนอย่างฉัน
“อีกหกเดือนนับจากนี้”
ฉันนี่แหละจะเป็นคนปีนขึ้นไปหานายเอง..
.......................
............
ร่างสูงหยัดยืนอยู่ตรงหน้าห้องเทสต์ สายตาคมมองซ้ายขวาอย่างคนประหม่า ก่อนสัมผัสที่ไหล่จะเรียกให้ชางมินหันกลับไปมอง อาจารย์กำลังตบไหล่เขา “พยายามเข้านะชางมิน นายต้องทำได้แน่”
ร่างสูงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ..เขาจะถอยไม่ได้อีกแล้ว..
หลังจากวันที่เขาตัดสินใจจะพยายามเทสต์เข้าเดบิวต์วงเดียวกับแจจุงให้ได้ ชางมินก็พยายามฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอด ทั้งออกกำลังกาย ซ้อมเสียง ทั้งหนังสือเกี่ยวกับการออกเสียง และการใช้เครื่องดนตรี ชางมินก็ศึกษาจนหมดทุกเล่ม ทุกเรื่อง
แม้แต่ร่างกายที่เคยไล่เลี่ยกับเด็กคนอื่นๆ ชางมินก็หมั่นออกกำลังกาย จนสูงใหญ่อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงครึ่งปี การสอบย่อยทุกครั้งข้อเขียนเขาได้เต็มทุกแขนง หรือแม้แต่ปฏิบัติก็ยังทำได้ยอดเยี่ยม
จนสามเดือนที่แล้ว เขาจึงเป็นเด็กฝึกหัดคลาสธรรมดาที่ทำคะแนนได้สูงสุดในคลาส เมื่อนั้นเอง ที่ความเป็นเพื่อนไหลทะลักเข้ามาหาชิมชางมิน
เด็กหนุ่มยังจำได้ดี ว่าตอนที่อยู่คนเดียวเป็นเช่นไร
เหงาขนาดไหน...และ’ใคร’ ที่เป็นคนมอบความอบอุ่นให้กับเขาเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่
คิมแจจุง นางฟ้าสีขาว..
ตอนนี้ เขากำลังจะไปหานางฟ้าแล้ว
ร่างสูงก้าวเข้าไปในห้องเทสต์ด้วยท่าทีเปี่ยมราศี ครั้นเมื่ออาจารย์ประกาศชื่อของเขาให้ขึ้นไปบนเวที
ชางมินเขียนใบกรอกสอบร้องเพลงไว้ว่าจะใช้เพลง “Why did I fallen in love with you” ในการสอบ ใช่แล้ว..เพลงเดียวกับที่นางฟ้าใช้เป็นเพลงบรรเลงเปียโนในการสอบครั้งนั้น..
แต่วันนี้ เขาจะร้องมันออกมาด้วยเสียงของเขาเอง
มือใหญ่เอื้อมไปจับไมโครโฟนตรงหน้า โค้งคำนับ ก่อนจะค่อยๆ เปล่งเสียง..
どうして君を好きになってしまったんだろう…
どんなに時が流れても君はずっと ここにいると思ってたのに
でも君が選ん だのは違う道…
….
どうして君に何も伝えられなかったんだろう…
毎日毎晩募ってく思い
あふれ出す言葉
わかってたのに
もう届かない
เพราะเหตุใดสุดท้ายผมต้องตกหลุมรักคุณ?
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด
..ผมก็ยังเอาแต่คิดว่าคุณยังอยู่ตรงนี้
แต่ในความเป็นจริงคุณได้เดินจากผมไปแล้ว...
เพราะเหตุใดผมถึงพร่ำร้องหาคุณไม่ได้อีก
ในทุกวันทุกคืนความรู้สึกก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น
ถ้อยคำที่มากมายที่เอ่อล้นอยู่ในความทรงจำ
ทั้งๆ
ที่ผมก็รู้อยู่แก่ใจ..
ว่าผมจะไม่มีวันเอื้อมคว้าคุณกลับมาได้อีก
….
เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยคำร้องหวานซึ้ง ท่วงทำนองกังวานก้องสะท้อนทั่ว ทุกโสตประสาทไม่อาจละความรู้สึกออกไปจากความไพเราะของน้ำเสียงนี้ได้ จวบจนเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายถูกบรรเลงจนสิ้นคีย์ เสียงปรบมือจึงดังกังวานก้องทั่วทั้งห้องสอบ
เด็กหนุ่มลืมตามองภาพตรงหน้า ซึมซับความรู้สึกที่เอ่อล้นอย่างไม่อาจบรรรยายได้เป็นคำพูด ...วันนี้เป็นวันตัดสินแล้ว..
ได้โปรดเถอะพระเจ้า
ได้โปรดพาผมไปหานางฟ้าจะได้ไหม..
.....
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
“ชางมิน! ผลการเทสต์ออกแล้วรู้ไหม” เสียงเยซอง เพื่อนร่วมคลาสของผมดังขึ้น ทำเอาผมตื่นเต้นจนแทบจะไม่เป็นอันทำอะไร
ผมรีบวิ่งไปที่หน้าบอร์ดที่ติดประกาศ คนยืนล้อมเต็มไปหมด บอร์ดจะติดประกาศแค่ร้อยลำดับแรกเท่านั้นจากผู้เข้าสอบกว่าสามร้อยคน และอันดับหนึ่งเท่านั้น ที่จะได้เข้าเดบิวต์เข้าวงเดียวกับแจจุง สายตาของผมยังจับจ้องไปที่กระดาษนับสิบแผ่นบนบอร์ด มองตั้งแต่ขวาไปซ้าย..
ตั้งแต่ลำดับที่ร้อย..ขึ้นมาเรื่อยๆ
อันดับที่หนึ่งร้อยถึงแปดสิบ...ไม่มีชื่อเขา
เจ็ดสิบเก้าถึงห้าสิบ...ก็ไม่มี...
สี่สิบเก้าถึงยี่สิบ.....ไม่มี.......
สิบเก้าถึงสอง...
ร่างสูงหลับตาไม่กล้าแม้แต่จะมอง ถ้าอันดับที่หนึ่งไม่ใช่ชื่อของเขา เขาจะทำอย่างไรดี?
ชางมินรู้ตัวดีว่าตกหลุมรักนางฟ้าจนถอนตัวไม่ขึ้นอีกต่อไปแล้ว
เขาคงทนไม่ได้หากจะต้องปล่อยแจจุงไปทั้งอย่างนี้
จะจากกัน...ทั้งๆ ที่ยังไม่แม้แต่จะได้รู้จักกันให้มากกว่านี้งั้นเหรอ
เด็กหนุ่มกลั้นใจเปิดตา ก่อนจะมองไปยังตัวอักษรบรรทัดแรก บนแผ่นกระดาษซ้ายสุดของบอร์ด
..อันดับที่หนึ่ง.. ชิม ชางมิน คลาสหนึ่งเฟสสาม..
....
“นี่แจจุง ยุนโฮ จุนซู วันนี้จะมีสมาชิกใหม่มาแนะนำตัวกับเราด้วยรู้ไหม”
“จริงเหรอฮะ!” เสียงแหลมเล็กอย่างเด็กๆ ดังขึ้น คิมจุนซูกระเด้งตัวจากที่นอนอืดอยู่ที่โซฟาอย่างขี้เกียจขึ้นมาทันที ท่ามกลางสีหน้ายิ้มแย้มปนประหลาดใจของยุนโฮกับแจจุงเช่นกัน
“อื้ม เดี๋ยวอาจารย์ฮันก็คงจะพามาแล้ว” สิ้นคำ เจ้าตัวเล็กก็กระโดดหมุนตัวไปมา “เย้...ผมจะได้มีรุ่นน้องแล้ว เย้ เย เย่”
“จะอะไรขนาดนั้นจุนซู นายรู้ได้ยังไงว่าสมาชิกใหม่ของเราจะเป็นรุ่นน้องนาย” เสียงทุ้มหล่อเหลาดังขึ้นกลั้วหัวเราะ ติดจะตลกน้องชายที่ออกแนวระริกระรี้จนโอเวอร์ ร่างเลกยี้ตาหยีให้พี่ชายก่อนจะว่า “เน่ พี่ยุนโฮไม่รู้รึไงว่าผมน่ะ อาร์ตัวพ่อ ทั้งเก่ง ฉลาดและแสนจะเพอเฟ็ค อิยะฮะฮะฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะที่ดังลั่นทำเอาทั้งอาจารย์ทั้งรุ่นพี่กุมขมับ
นอกจากจะบ้าๆ บอๆ แถมยังรั่วสุดๆ แล้ว แม้แต่ความหมายของอาร์ตตัวพ่อก็ยังเข้าใจผิดได้อีกนะจุนซู..
อ้า...แต่เรื่องเก่ง จะยกให้เรื่องหนึ่งก็แล้วกัน
ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่รายล้อมรอบตัว กลับปรากฏใบหน้าหวานให้เผยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ...สมาชิกใหม่งั้นเหรอ...
.....
“นี่ชางมิน ตั้งแต่นี้จะได้ย้ายไปอยู่อาคารสามแล้วนะ ดีใจด้วย” ผมหันไปยิ้มตอบอาจารย์อย่างขอบคุณ ก่อนจะค่อยๆ เดินตามร่างสูงวัยไป
ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องที่อาจารย์ฮันบอกว่าสมาชิกอีกสามคนอยู่ในนี้ มือสั่นราวกับไม่แน่ใจในตัวเอง ผมควรจะพูดอะไร? ควรจะทำตัวยังไง?
แล้วผมจะได้พบกับนางฟ้าหรือเปล่า..
ผมกำมือแน่นก่อนจะยกขึ้นเคาะที่บานประตูเกร็งๆ ทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก..
“ยินดีต้อนรับ!! สมาชิกใหม่~~~!” เสียงสดใสร่าเริงดังขึ้น เด็กหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มสว่างจ้าที่ทำเอาผมแสบตายืนอยู่ตรงหน้า แต่เหนือสิ่งอื่นใด..สายตาผมกลับจดจ้องไปที่คนเพียงคนเดียวในห้องนั้น
ดวงตากลมสุกใสจ้องมาที่ผมอย่างตกใจเช่นกัน ผมที่เคยตัดบ็อบระใบหูสีดำสนิท บัดนี้กลับยาวขึ้นไล่ลงมาแนบลำคอระหงตัดกับผิวที่ขาวจัดอย่างชัดเจนขึ้น ...สวย....สวยที่สุด...
“ชะ ชางมิน?” เสียงหวานเอ่ยตะกุกตะกัก แย้มรอยยิ้มออกปิดไม่มิด “ชางมินจริงๆ ด้วย!”
ร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ผมกอดจะออกแรงรั้งกอด ผมได้แต่ยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้นให้นางฟ้ากอดอยู่อย่างนั้น ทำอะไรไม่ถูก..ความรู้สึกแบบนี้ผมพึ่งจะเข้าใจ
ทั้งดีใจ ทั้งเขิน ทั้งอาย
แจจุงจำผมได้ จำ’เพื่อน’เพียงวันเดียวของเขาได้..
“แจจุงรู้จักด้วยเหรอ?” เสียงทุ้มที่ผมไม่คุ้นหูดังขึ้น ปรากฏร่างชายหนุ่มอีกคนที่เดินตามออกมา ใบหน้าเรียวเล็กของเขาหล่อเหลามากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มธรรมดา ดวงตาเรียวจ้องมองมายังผมอย่างเป็นมิตร แย้มยิ้มเสียจนผมอดจะยิ้มตอบกลับไปไม่ได้
แต่ทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา ผมก็ได้แต่ยิ้มฝืด..
“สวัสดีฉันชื่อชองยุนโฮ นายรู้จักกับแจจุงก็ดีแล้ว นี่อีกคนคิมจุนซู นายชิมชางมินใช่ไหม? งั้นจากนี้เรามาเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
ชอง ยุนโฮ..?
คนตัวเล็กที่ถูกเอ่ยชื่อถึงรีบบ่น “อี๋ทำเป็นพูดดี พี่ยุนโฮ ไอ้ครอบครัวที่ว่าน่ะ หมายถึงครอบครัวที่มีพี่เป็นพ่อแล้วก็พี่แจจุงเป็นแม่ใช่ไหม? เหมารวมเองที่สุด”
“ไม่ได้เหมานะ ก็แจจุงเป็นแฟนฉันนี่ ใช่มะที่รัก?”
ใบหน้าใสฉีดสีระเรื่ออย่างน่ามอง แต่นั่นกลับทำเอาคนแอบรักหัวใจร้าวจวนจะแตกเป็นเสี่ยงอยู่รอมร่อ
รักได้...แต่ไม่อาจถูกรัก
นั่นแหละ ชิมชางมิน
.......
ร่างสูงเผยอดวงตาลืมเปิดขึ้นอย่างช้าๆ มือหนายกขึ้นขยี้งัวเงียที่หางตา ..นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ..
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงฝันถึงเรื่องวันนั้น..
ร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาหันไปมองข้างกาย ก็พบกับร่างบอบบางในอ้อมแขนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ เช่นกัน ชางมินยิ้มจาง ขยับผ้าห่มผืนเล็กให้กระชับกายคนหลับมากยิ่งขึ้น ก่อนจะบรรจงอุ้มร่างบอบบางทั้งร่างขึ้นไว้ในอ้อมแขน
ดุนไหล่ตัวเองเข้าที่บานประตูเล็กน้อย ก่อนจะพาร่างพี่ชายลงวางบนเตียงนอนอย่างทะนุถนอม มือหนายกขึ้นปัดไรผมที่หน้าผากมน ก่อนจะละกายออกมา “พี่ยุนโฮ..”
ร่างสูงของคนที่ถูกเอ่ยชื่อถึงยืนอยู่ที่หน้าประตูนั้น ยุนโฮยิ้มเศร้า “ชางมิน พี่มีอะไรจะคุยด้วยน่ะ”
.....
ขอบระเบียงกว้างถูกสายลมครูดจนเกิดเสียง ร่างสูงสองร่างชันกายอยู่กับกำแพงก่อนจะหันหน้าไปคนละทาง เสียงทุ้มของพี่ชายดังขึ้นก่อน “พี่ขอโทษนะชางมิน”
“ขอโทษ ขอโทษอะไรครับ?” น้องชายเอ่ยเสียงอู้อี้ราวกับแปลกใจ จนยุนโฮต้องเผยรอยยิ้มเฝื่อน “พี่รู้ว่านาย..รักแจจุง รู้มาตั้งนานแล้วด้วย...”
“พี่พูดอะไรน่ะ ผมน่ะ..” เสียงทุ้มหวานพยายามจะแก้ตัว แต่ร่างสูงกลับเอ่ยต่อ “ไม่ว่าจะกี่ครั้ง มีแต่นายเท่านั้นที่คอยอยู่ข้างแจจุง ปกป้องเขา ดูแลเขา สิ่งที่มอบให้เขาก็มีแต่รอยยิ้มมาตลอด”
“......”
“ไม่เหมือนฉัน ทั้งๆ ที่ปากก็บอกว่ารักเขา แต่ก็เอาแต่ทำให้เขาร้องไห้..ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง” จนถึงตอนนี้ ยุนโฮก็พูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป จนคนเป็นน้องอย่างชางมินได้แต่ส่งยิ้มจางๆ ให้พี่ชาย
“พี่จะบอกว่าตัวเองไม่เหมาะกับพี่แจจุงเหรอครับ?” คำถามของน้องชายทำเอายุนโฮสะอึก ชางมินหัวเราะก่อนจะพูดต่อ “ไม่หรอก ในโลกนี้น่ะ ไม่มีใครเหมาะสมกับพี่แจจุงเท่าพี่ยุนโฮอีกแล้ว”
“.....”
“พี่ยุนโฮดูแลพวกเรามาตลอด อย่างผมน่ะ...ก็แค่ ปลอบเขาในบางครั้งที่เขาเหนื่อย” ชางมินก้มหน้า “ไม่เหมือนพี่ที่ปกป้องเขาได้ตลอด ได้แม้แต่จะใช้ชีวิตเข้าปกป้อง ผมรู้ว่าบางครั้งการที่อยู่ใกล้กันเดินไปอาจจะทำให้พี่ลืม ลืมไปว่าพี่แจจุงสำคัญมากแค่ไหน แต่แล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายพี่ก็ขาดพี่แจจุงไม่ได้ใช่ไหม?”
“...”
“คนอย่างผมน่ะรัก ใช่รัก..แต่รักที่เสียสละน่ะ มันยังไม่พอหรอกพี่ยุนโฮ” ชางมินยิ้มสดใสให้พี่ชาย “ความรักจะไม่มีวันเพียงพอ ก็เหมือนกับที่ทั้งพี่และผมไม่เคยรักพี่แจจุงน้อยลง”
“....”
“เอ้อ...ผมหมายถึงพี่ยูชอนกับพี่จุนซูด้วยนะ ก็ทงบังชินกิน่ะ มีห้าคนนี่นา”
“ขอบใจนะชางมิน” ร่างสูงโอบกอดร่างน้องชายไว้ในอ้อมกอด ชางมินกระชับกอดกลับก่อนจะบอก “ผมชอบนะ ที่เห็นพี่กับพี่แจจุงรักกันน่ะ”
เพราะความรักที่เสียสละของผมไม่เคยเพียงพอที่จะมอบให้พี่แจจุงได้
แต่ผมก็มีความสุขที่สุดที่ได้อยู่เคียงข้างนางฟ้าต่อไปแบบนี้
ขอบคุณครับ บทเพลงแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักความรัก..
Fin.
-------------
Talk : กลับมานั่งอ่านอีกทีรู้สึกโมโหตัวเอง TT นี่เราทำแบบนี้กลับพริ๊นซ์ลงคอได้ยังไง~
นายน่ะเหมาะที่จะเป็นปริ้น เป็นลิตเติ้ลแองเจิ้ล ที่สุดแล้ว...
ใครไม่รักปริ้น แต่เราร้ากกก..น้า~~~
แล้วนายจะได้เจอคนดีๆ แน่นอน (เอ๊ะ ได้ข่าวว่าเรื่องนี้มินแจ แต่ไหงไม่เชียร์แจให้มินเนี่ย --')
จะถึงเรื่องสุดท้ายแล้วเหรอคะ ตื่นเต้นและใจหายอ่า..
#1 By hari_me_aom (124.121.66.75) on 2009-04-20 20:02