True or Lies?[37]

posted on 01 Dec 2008 17:22 by kyokoong  in TrueorLies

True or Lies?

TVXQ Fan Fiction

Author: Kyokoong
Style: Yaoi
Couple: Yunho/Jaejoong
Category: Drama/Romance/Angst
Rating(this part): PG-13


37. Can't love

 

 

“นี่ จะพาฉันไปไหนน่ะยูชอน...”

เสียงเล็กดูท่าทางประหม่า เมื่อจู่ๆ คนตัวสูงก็ลากเขาขึ้นรถเบนซ์หรูส่วนตัวมาแบบไม่บอกกล่าวอะไรทั้งสิ้น รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งกลับให้คนน่ารักอย่างปลอบประโลมพร้อมคำตอบ

“ไปหาแม่ฉันไง”

คำพูดกับความหมายที่ไม่ได้น่ายิ้มระรื่นทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้ง “พะ พูดเป็นเล่นน่า แม่นายเนี่ยนะ?”

“ก็วันนี้มีงานดูตัวของฉัน” คนหล่อตีหน้าซื่อ “แม่จะได้รู้ไปเลยว่าฉันมีแฟนแล้ว”

“ใครแฟนนายกัน ไอ้บ้า” คนถูกแกล้งยิ้มเขินจนแก้มนิ่มๆ เปลี่ยนสี พลางก้มลงกระซิบเบาๆ กับตัวเอง “ขี้ตู่ชะมัด”

มือข้างหนึ่งถูกละจากพวงมาลัยทันทีอย่างไม่กลัวหักหลบเสยเสาไฟฟ้าข้างหน้า ขยี้หัวกลมอย่างนึกหมั่นเขี้ยว

“ก็ถ้าไม่ใช่คนน่ารักตรงนี้แล้วจะเป็นใครที่ไหนไปได้เล่า! หรือว่าไม่อยากเป็นแฟนฉันแล้ว...เปลี่ยนเป็นเมียเลยเป็นไง”

“ทุเรศที่สุด ไอ้ลามก!

ดวงตาเล็กหยีเล็กพลางตะโกนด่าคนหน้าด้านที่เอ่ยคำพูดไร้ยางอายได้ตลอดเวลาไม่มีกระดากปากเสียบ้าง

ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะโกรธกันอยู่

แต่รอยยิ้มสดใสกลับไม่ได้เลือนหายไปจากใบหน้าของคนทั้งสองเลย

...

......

....

กาแฟอุ่นร้อนส่งกลิ่นหอมน่ารับประทานให้ได้โชยแตะจมูก หากแต่รสกลิ่นที่โชยติดต่อกันมาเป็นเวลานานจนอุณหภูมิลดลงจนแทบจะเรียกได้ว่าเย็นชืด กลับปะทุอารมณ์ของคุณนายปาร์คให้คุกรุ่นขึ้นจนแทบจะทะลุ

ถ้าหากเทอร์โมมิเตอร์วัดอารมณ์ของเจ้าหล่อนยามนี้ได้

หนึ่งร้อยองศาคงไม่ยากเกินไปสำหรับขีดสีแดงบนปรอทนั้นเป็นแน่

“เจ้ายูชอนนะ เจ้ายูชอน..”

มือเรียวเล็กกรีดเล็บสีสันฉูดฉาดไปตามรอยเหี่ยวย่นที่ยากจะสังเกตเห็นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ อย่างไม่พอใจ พลางตีสีหน้ายิ้มแหยๆ อย่างคนเสียหน้าอย่างแรง ที่ให้แขกฝ่ายหญิงสองแม่ลูกที่นั่งหน้านิ่งมาได้ราวหนึ่งชั่วโมงแล้ว

“ขอโทษจริงๆ นะคะคุณนายเชว ลูกชายของฉันนี่ช่างเสียมารยาทต่อคุณเสียจริงๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

ใบหน้าสวยอย่างคนมีอายุระบายรอยยิ้มให้คุณนายปาร์คได้อุ่นใจขึ้นมาอีกนิด ที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ร้อนใจไปอย่างตัวเองสักเท่าไหร่

“หนูยูชอนคงติดธุระด่วน ยังไงวันนี้ชั้นกับลูกก็ว่างทั้งวัน บรรยากาศที่นี้ก็ดี นั่งจิบกาแฟหอมๆ รอต่อไปอีกสักหน่อยคงไม่เสียหาย”

ใช่สิ

กาแฟน่ะอร่อยจะตาย

ถ้าไม่ติดอยู่ที่ว่าคุณจะจิบมันต่อเป็นรอบที่ห้าสิบแบบนี้น่ะนะ!!

ปาร์คเรนะได้แต่ค้านเสียงดังในใจ

มือขาวยกถ้วยกาแฟใบใหม่ที่ถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟจิบโชว์ราวกับจะบอกว่าหล่อนหมายความอย่างที่พูด

“อีกอย่าง นายองก็ดูจะชอบลูกของคุณนายพอตัว แค่นี้คงไม่ทำให้แกบ่นไปได้หรอกค่ะ จริงไหม?”

แซวคุณลูกนิดๆ ให้ได้พอคลายเครียด เรียกยิ้มแกนๆ จากคนยังสาวได้พอตัว “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”

ใบหน้าสวยคมอย่างลูกผู้ดี ส่งยิ้มเขินๆ ให้ผู้เป็นแม่ ก่อนจะจินตนาการไปถึงชายหนุ่มในร้านเครื่องประดับที่ใบหน้าของเขายังคงติดตาเธอมาจนถึงทุกวันนี้

เชวนายอง ลูกสาวผู้ดีเก่าที่มากด้วยความสามารถ

เธอเปิดร้านเครื่องประดับของตัวเองอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองสักเท่าไหร่ นิสัย เรียบร้อย อ่อนหวานและ...ฉลาด

คนหัวสมัยใหม่อย่างเธอ ไม่เคยคิดชอบวิถีโบราณเก่าคร่ำครึอย่างที่เรียกว่าคลุมถุงชน สักเพียงครั้ง เธอไม่ชอบการบังคับจิตใจ ยิ่งแล้วโดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ

แม้เธอจะอายุย่างเข้ายี่สิบสองปีแล้วก็เถอะ เธอไม่คิดว่านั่นจะเป็นอุปสรรคที่ตรงไหน

อายุในช่วงนี้จริงแล้วควรจะเป็นช่วงเวลาของการแสวงหาประสบการณ์ชีวิตเสียด้วยซ้ำ แม้ต่อไปเธอจะอายุขึ้นเลขสาม เธอก็ไม่เคยคิดว่าการคบหาดูใจกับใครซักคนในตอนนั้นจะสายเกินไป

แต่ที่เธอยอมเข้ารับการแนะนำการดูตัวจากแม่เป็นครั้งแรกนั้น..

ไม่รู้สิ อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการหาประสบการณ์ของผู้หญิงในวัยยี่สิบสองก็ได้กระมัง

ใบหน้ายิ้มสดใสของเด็กผู้ชายอายุสิบเจ็ดในรูปที่แม่ของเธอส่งมาให้ดูช่างสะกิดใจเธอ

เธอและยูชอนอายุห่างกันพอควร ก็จริงอยู่..เธอก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองหน้าเด็กหรอก

และครั้งที่สองที่ได้พบกับเด็กผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกชอบเขาเพิ่มมากขึ้นอีก

ใบหน้าที่แสนบริสุทธิ์ จดจ้องกับจี้เพชรเล็กๆ อย่างตั้งใจ เธอแอบตกใจในคราแรกที่ได้เห็นว่าที่คู่หมั้นตัวจริงชัดๆ แอบดีใจอยู่บ้าง คิดว่าเขาคงเตรียมซื้อเพื่อมาเป็นของขวัญให้เธอในงานดูตัวเป็นแน่ จึงได้แนะนำจี้เพชรที่เหมาะสมให้ในฐานะผู้ขาย

แต่สิ่งที่เธอได้รับ กลับเป็นน้ำใจปฏิเสธ พร้อมกับรอยยิ้มจริงใจ ที่ได้เลือกเครื่องประดับที่ตนเองชอบที่สุดด้วยตนเอง

สำหรับคนรักของสวยๆ งามๆ อย่างเชวนายอง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เด็กหนุ่มที่ชื่อ ปาร์คยูชอนคนนี้ ช่างมีสเน่ห์ที่น่าค้นหาอย่างมากมาย

อยากจะคุยด้วยสักครั้ง

หวังเพียงว่าบางทีเขาคนนี้อาจจะเปิดโลกที่แสนคับแคบให้กับเธอได้บ้างก็เท่านั้น

....

...

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ จากรองเท้าผ้าใบที่คุ้นเคยเรียกใบหน้าสวยอย่างคนมีอายุให้หันไปมอง และคราวนี้ปาร์คเรนะก็ไม่ได้ผิดหวัง ผู้มาใหม่คนนี้คือลูกชายของเธอจริงๆ

“ปาร์คยูชอน มาได้ซักทีนะไอ้ลูกบ้า”

“สวัสดีครับแม่ แล้วก็เอ่อ...” คนหน้าหล่อฉีกยิ้มกว้างอย่างคนไร้ทุกข์ เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม

“ชั้นเชวเยวอน ส่วนนี่..” เธอผายมือ พยักเพยิดไปทางลูกสาวที่ยิ้มรับ “สวัสดีค่ะ ชั้นเชวนายองค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณนายอง” ยูชอนยิ้ม ก่อนมือหนาจะดึงคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ข้างหลังให้ออกมา

“ออกมาสิจุนซู”

“ไม่เอา” คนตัวเล็กปฏิเสธเสียงเบา เรียกสายตาแปลกใจสามคู่ให้หันไปมองเด็กหนุ่มอีกคนที่มาด้วยกันอย่างสงสัย ทันทีที่ร่างเล็กปรากฏสู่สายตา ปาร์คเรนะก็ถึงกับตีสีหน้าแดงก่ำ แทบจะยกมือขึ้นตบหน้าผากเสียงดัง

นี่มันคิมจุนซู...โธ่ ฉันอยากจะบ้า!!

มือหนารั้งคนตัวเล็กที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ชั่วครู่ ก็จะออกแรงดันออกมาข้างหน้าจนได้ ใบหน้าใสก้มงุด “สะ สวัสดีครับ..ผมคิมจุนซู..เป็นเพื่อนของยูชอนครับ”

สิ้นคำ มือนิ่มๆ ก็เหมือนจะถูกกระตุกโดยมือใหญ่อย่างแรง คนตัวเล็กหันกลับไปจ้องตาคนตัวสูงเขม็ง

ไอ้บ้า จะให้ฉันบอกว่าเป็นแฟนนายรึไง

ก็เอออ่ะดิ

ถ้าสายตาของจุนซูไม่ได้พลาดไปล่ะก็ สาบานได้ว่าตาคมๆ ของไอ้หนูหื่นนี่มันบอกเขาว่าอย่างนั้นจริงๆ

ก่อนที่อะไรๆ จะได้เปิดเผยกันด้านๆ ตามฉบับคนหน้าทนปาร์คยูชอน คนสมองไวอย่างคุณนายปาร์คจึงชิงพูดขึ้นเสียก่อน

"อื้ม ไหนๆ ว่าที่คู่หมั้นก็ได้เห็นหน้ากันตรงๆ เสียที ชั้นคิดว่า เรา คุณนายเชว แล้วก็หนูจุนซูควรจะออกไปก่อนดีไหม ให้หนุ่มสาวเค้าได้พูดคุยกัน..”

“เดี๋ยวสิแม่..คือผม”

“นั่นสิครับ ผมว่าเราออกกันไปก่อนดีกว่า”

ทันทีที่เสียงเล็กแทรกขึ้น คนกล้าก็เหมือนจะหมดความมั่นใจไปในทันที

ดวงตาเรียวไหวไปสบกับดวงตาคู่เล็กที่ฉายแววน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุดแล้วก็ให้รู้สึกโหวงเหวงราวกับตกจากที่สูง มือหนาสั่นระริกอีกครั้ง อยากจะแก้ตัว อยากจะบอกว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดนี้สักเพียงนิด

ใบหน้าใสเงยขึ้นสบมองหญิงสาวตรงหน้าให้แล้วพลางรื้นน้ำตาขึ้นมาด้วยความหดหู่ ความไม่มั่นใจและหวาดกลัวผุดขึ้นบดบังหัวใจที่เปราะบางอีกครั้ง

หญิงสาวที่อยู่ข้างหน้าเขายามนี้ช่างงดงามและแสนบริสุทธิ์ รอยยิ้มของเธอหวานจนคนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขาเห็นแล้วยิ่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหมาะสม คนอย่างเขาไม่แม้แต่จะคู่ควรกับยูชอนด้วยซ้ำไป

เธอคนนี้สวย สง่าราวกับราชินี

เหมาะสมกับคนที่เขารักอย่างไม่มีข้อติ

ไหล่เล็กที่กำลังสั่นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ก่อนเสียงใสๆ จะเอ่ยขึ้นต่อหน้าทุกคน “งั้น...ผมขอตัวก่อนนะครับ”

เท้าเล็กๆ สาวออกไปอย่างเร่งรีบ ไม่อยากให้เห็นน้ำตา ไม่อยากให้ใครเห็นว่าอ่อนแอ..

“จุนซู เดี๋ยว!!” แผ่นหลังกว้างชะงัก ผลุนผลันจะออกไปตามหัวใจอย่างรวดเร็ว แต่สัมผัสๆ เย็นจากหัวไหล่กลับรั้งร่างกายเอาไว้ไม่ให้ไปไหน “ยูชอน! จะทำอะไรของลูกน่ะ”

น้ำเสียงแข็งกร้าวกลับสีหน้าที่ตำหนิออกมาอย่างชัดเจนไม่ช่วยให้ยูชอนลบความรู้สึกผิดอีก เขาพูดออกไปตามตรง

“แต่แม่ครับ ผมรักจุนซู นั่นแฟนผม และจะไม่มีงานหมั้นอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น แม่ได้ยินไหม”

ราวกับโดนตบจนหน้าชา ปาร์คเรนะแทบสิ้นสติ คุณนายเชวก็เช่นกัน

จะต่างออกไปก็แต่หญิงสาวข้างๆ ที่ดูจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากเท่านั้น..

“ลูกจะบ้าไปแล้วหรือ..” เธอเอ่ยราวกับละเมอ แต่ก่อนที่อะไรๆ จะแย่ยิ่งไปกว่านั้น เสียงหวานที่เงียบอยู่นานจึงเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคน

“เอาเป็นว่ายังไงก็ตาม ตอนนี้..คุณยูชอนลองเข้าร่วมพิธีดูตัวกับฉันก่อนซักสามนาทีจะได้ไหมล่ะคะ” ใบหน้าสวยยิ้ม แต่คนฟังกลับงง

“คุณพูดอะไรน่ะ สามนาที? คุณต้องการอะไร”

“ก็แค่...ถือว่าไถ่โทษที่คุณปล่อยให้ฉันรอตั้งนานแล้วกันนะคะ”

.....

...

....

สายลมเอื่อยเฉื่อยปลิวลู่เส้นผมสีน้ำตาลให้พลิ้วไสวราวกับเส้นไหม หญิงสาวยกนิ้วเรียวยาวกรีดมันขึ้นทัดหู ก่อนจะเงยใบหน้าสวยซึมซับความเย็นฉ่ำอย่างธรรมชาติของสายลมนั้นอย่างสุนทรี

กิริยาสบายอกสบายใจนั่นทำเอาคนใจร้อนเริ่มจะไม่พอใจ “นี่ตกลงคุณจะเอายังไงน่ะ?”

ดวงตากลมสุกใสเปิดออก ก่อนหันหน้ามาสบกับคนพูด พลางว่า “สิ่งที่ฉันมองคุณผิดไปเพียงอย่างเดียว ก็คงจะเป็นเรื่องความสุภาพนี่แหละ”

คนถูกว่าตีหน้าขุ่น พลางโต้ “คุณพูดอะไรของคุณ”

“แฟนของคุณน่ะ น่ารักนะ” ริมฝีปากบางแย้มยิ้ม “คุณรักเค้ามากแค่ไหนหรือ?”

เสียงหวานใสที่กระทบโสตประสาททำเอาคนรุ่มร้อนสงบนิ่ง แม้ในใจจะไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย แต่ความปรารถนาที่อยากจะตอบคำถามนั้นกลับมีมากกว่า

“รัก...เท่าที่ผมจะรักใครคนหนึ่งได้”

คนสวยฉีกยิ้มกว้าง “จริงๆ แล้วฉันควรจะเรียกเธอว่ายูชอน แล้วเธอก็ควรจะเรียกฉันว่าพี่นายองนะเนี่ย” เปลี่ยนสรรพนาม พลางยกนิ้วขึ้นวาดที่เรียวปากงามอย่างอ่อนช้อย

“แต่ก็ช่างเถอะ ฉันชอบเธอจริงๆ นะยูชอน เอาล่ะ ฉันจะไม่รบกวนเวลาเธอมากหรอก

ดวงตาสวยกรอกไปมา เมื่อเห็นคนตรงหน้าหรี่ตาเซ็ง “ไม่เป็นผลเสียกับความรักของเธอด้วยนะ”

เพียงเท่านั้น ท่าทางเคร่งเครียดของคนตรงหน้าจึงได้หยุดลง คลายความกดดันให้เธอได้บ้าง ไหล่เล็กลู่ลงราวกับจะผ่อนคลายร่างกาย แพรขนยาวงอนยาวกะพริบขึ้นถี่รัว

“ความรัก...เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย เธอรู้ไหม” เธอเว้นวรรค “แต่ว่าฉันไม่ได้หวังอะไรจากเธอหรอกนะ ก็แค่...อยากเห็นความรักที่บริสุทธิ์ดูซักครั้งน่ะ”

“ความรักที่บริสุทธิ์?”

“เธอเป็นเด็กที่พิเศษ” นายองยิ้ม “อย่าถามว่าทำไมฉันถึงพูดแบบนั้น ฉันก็แค่ถูกชะตากับเธอ ฉันพยายามถามกับตัวเองมาตลอดว่ารักแท้คืออะไร โลกกว้างใบนี้ยังเหลืออะไรให้รับรู้อีกมากแค่ไหน”

ท่ามกลางแสงสีทองจากขอบฟ้า ยูชอนรับรู้ความหมายในคำพูดนั้นชัดเจน

“ความรักของเธอช่างบริสุทธิ์ เธอกล้าพูดอย่างไม่อายสายตาใครว่าเด็กคนนั้นคือคนที่เธอรัก ราวกับเธอแค่อยากจะบอกความในใจที่แท้จริงก็แค่นั้น”

“ผม...”

“รักษาเอาไว้ได้ไหม ความรักที่แสนจริงใจนี้น่ะ”

“ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น” ยูชอนหลับตา ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้ม แต่นายองกลับส่งสายตาแปลกใจ

“ก็ ฉันมีเรื่องจะพูดกับนายแค่นี้นี่”

“ผมไม่ได้รักษามัน แต่ผมจะปกป้องความรักครั้งนี้ตราบเท่าที่ผมยังหายใจ“ เขามองนาฬิกาพลางเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ

“สามนาทีแล้ว...ผมขอตัวก่อนได้ไหม”

“ตามสบาย ง้อให้ได้ล่ะ เด็กคนนั้นน่ะ”

“ถ้านี่เป็นนิยายล่ะก็...ผมคิดว่าตัวเองคงเป็นพระเอกที่ตัวช่วยเยอะที่สุดแน่ๆ เลยล่ะ”

เขายิ้มให้เธอ ก่อนจะโบกมือลา

เธอยิ้มให้เขา ก่อนจะยกยิ้มตอบให้เป็นการส่งกลับจนลับสายตา แขนบอบบางยกขึ้นกอดอกตัวเองหลวมๆ

...นี่เรา..อกหักหรือเปล่านะ?..

ไม่หรอกมั้ง...

……..

..........

 

ร่างบางที่เดินกลับเข้ามาคนเดียวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำเอาคนเป็นผู้ใหญ่แปลกใจ เชวเยวอนแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

“ทำไมหนูถึงกลับมาคนเดียวล่ะลูก”

แต่กระนั้นหญิงสาวกลับหัวเราะเบาๆ “อย่าโกรธเขาเลยค่ะแม่ หนูเป็นคนบอกให้เขาไปเอง”

“เอ่อชั้น..” ปาร์คเรนะที่รู้สึกผิดอย่างมากพยายามจะกล่าวคำขอโทษ ทันทีที่นายองเห็น จึงรีบโบกมือกันท่าทันที

“เอ้อ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณนายปาร์ค”

นายองแย้มยิ้มอีกครั้ง “เพราะยูชอนทำให้ฉันรู้ว่าบางทีการดูตัวก็ไม่ได้เลวร้ายไปซักเท่าไหร่”

จะผิดไหม..

ถ้าเธอจะลองเปิดใจให้กว้าง

แล้วเริ่มตามหาความรักอย่างคนอื่นเขาบางเสียที..

ขอบคุณนะ ปาร์คยูชอน..

 

...

 

ขายาวสาวมาหยุดยืนที่ม้าหินข้างสวนสาธารณะ เบื้องหน้าปรากฏร่างเล็กที่แสนคุ้นเคยนั่งก้มหน้าอยู่ตรงนั้น เขาเอื้อมมือขึ้นจับปลายเส้นผมสีทองขึ้นทัดใบหูเล็ก จนคนถูกสัมผัสเผลอสะดุ้งตัวออกอย่างตกใจ

“หยะ ยูชอน..”

ภาพใบหน้าใสที่ขาวสว่างแต่ดวงตากลับชุ่มไปด้วยน้ำอย่างน่าสงสาร ข่มจิตใจปาร์คยูชอนให้หมองลง ไม่ทันทีร่างบางจะขยับตัว ร่างสูงก็โน้มกายลงโอบกอดแผ่นหลังเล็กแสนรักนั้นเอาไว้ทันที

“จากนี้..อย่าหนีฉันไปไหนอีกเลยได้ไหม..”

ท่ามกลางสายลมที่ช่วยให้คำมั่นสัญญา จุนซูรับรู้ถึงความหมายในน้ำเสียงนั้นได้ชัดเจน

“อยู่ด้วยกันตลอดไปเถอะนะ”

“อื้อ....”

ต่อให้เขาต้องละทิ้งทุกอย่างจากโลกใบนี้..

แต่ยูชอนเท่านั้นที่เขาจะยืนเคียงข้างตลอดไป..ตราบสิ้นลมหายใจ..

 

....

...

..ผมไม่ได้รักษามัน แต่ผมจะปกป้องความรักครั้งนี้ตราบเท่าที่ผมยังหายใจ..

.....

 

 

แผ่นหลังกว้างขยับชันกายขึ้นพิงกับหัวนอนด้วยความเมื่อยล้า มือใหญ่ยกขึ้นปาดเหงื่อไคลที่ไหลอาบใบหน้า

เขานอนไม่หลับ

แม้ว่าชองยุนโฮจะพยายามข่มตาให้จมเข้าสู่ห้วงฝันสักเท่าไหร่ ร่างกายที่ยังคงตื่นตัวก็ไม่คิดจะยอมทำตามสักเพียงครั้ง

แค่คืนแรกของการพักผ่อน เขาก็ทำได้ไม่ดีเสียแล้ว

อาจเป็นเพราะรู้ดีแก่ใจ รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร

และต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

ยุนโฮสัญญากับแจจุงเอาไว้ว่าจะพามาเที่ยวสามวัน นี่เป็นคืนแรก ใบหน้าใสที่จมอยู่ในห้วงฝันช่างเปี่ยมไปด้วยความสุข มือหนายกขึ้นไล้เส้นผมที่แก้มใสอย่างรักใคร่

รัก...รักมากมายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ฝ่ามือนิ่มเล็กกระชับความอุ่นที่มือใหญ่อีกข้างแน่น ราวกับจะย้ำกับตัวเองว่ายังมีใครอีกคนอยู่เคียงข้างเสมอ และตัวเองก็รักเขาไม่แพ้กัน

เขายังเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างแจจุงเสมอ

แต่แจจุงล่ะ จะยอมเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเขาไหม

ยุนโฮได้แต่ถามคำถามที่รู้คำตอบดีแก่ใจ

ว่าท้ายที่สุดแล้ว...ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิม

...

........

...

ดวงตาโตกะพริบปริบๆ อย่างคนปวดหัว

แม้แสงสีทองจะแยงเปลือกตาคู่โตให้รู้สึกปวดหนึบอยู่บ้าง

แต่แจจุงกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้เขาตื่นกลับเป็นความรู้สึกเย็นๆ ที่ต้นคอซะมากกว่า

คนขี้เซายกมือขึ้นเกาหัวรั้นเบาๆ อย่างงุนงง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในรอบปี

ทันทีที่สายตากลมถูกปรับให้เข้าสภาพ สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างแรกคือกลุ่มผมสีดำสนิทที่ระรานมายุ่งๆ แถวบริเวณปากอิ่ม แผ่นหลังกว้างที่ทาบทับอยู่บนตัวทำเอาแจจุงขยับตัวไปไหนไม่ได้ และกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนเพิ่งตื่นก็ได้แต่ทำหน้าแดงร้องเสียงหลง

“หยะ ยุนโฮ~ ทำอะไรของนายเนี่ย~~

ริมฝีปากหนาที่ยังคลอเคลียพรมจูบไปทั่วลำคอขาวไม่หยุดระราน ยิ่งพอรู้ว่าคนข้างใต้รู้ตัวแล้ว ร่างหมีๆ ก็ยิ่งทิ้งน้ำหนักทับลงไปให้คนตัวเล็กขยับไม่ได้เข้าไปใหญ่ มือหนากดมือเล็กสองข้างเอาไว้เหนือหัวด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะเริ่มเปิดปากพูดทักทายคนขี้อายอย่างที่ไม่ได้หยุดการกระทำลงแม้เพียงวินาที

“อรุณสวัสดิ์ครับแจจุง” ว่าจบ ริมฝีปากได้รูปก็กลับไปแสวงหาความสุขที่ซอกคอขาวต่อ ทำเอาแจจุงร้องลั่น

“อะ อื้อ ยุนโฮ หยุดนะ แจจั๊กจี้ อื้ออออออ”

จากพรมจูบไปๆ มาๆ คนร่างสูงชักจะเปลี่ยนเป็นปลุกปล้ำ แจจุงเริ่มหัวเราะ เมื่อมือใหญ่ที่ว่างเว้นตรงเข้าขยับดุ๊กดิ๊กๆ ไปที่เอวเขา แกล้งเสียจนคนน่ารักหัวเราะจนน้ำตาไหลพราก หัวหูแดงไปหมดแล้ว คนขี้แกล้งถึงได้ฤกษ์ปล่อยเสียที

“แฮ่ก แฮ่ก..ยุน ใจร้ายชะมัด ฮะฮะ” เสียงหวานหอบเหนื่อย แต่ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มอย่างเป็นสุข ยุนโฮยกมือปาดคราบน้ำตาที่ดวงตากลมใสแผ่วเบา ก่อนจะกระซิบติดใบหูแดงก่ำ

“ไปทานข้าวเช้ากันเถอะ”

.............

...

.. 

ดวงตาเรียวจ้องไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย ปลายสายตามองไม่เห็นแม้แต่จุดหมาย ใบหน้าหล่อเหลาหม่นลงจนเกือบจะเรียกได้ว่าเศร้าหมอง เป็นอย่างนั้นอยู่นานสองนาน จวบจนปลายขอบมนสีเงาวาวเลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนจะถูกนิ้วเรียวบรรจงเคาะลงเบาๆ ที่ศีรษะ คนเหม่อถึงได้สะดุ้งตกใจกับสัมผัสเย็นที่ด้านบน

“อะ เอ๋..แจจุง?”

“นั่งเหม่ออยู่ได้ จะไม่กินหรือไงข้าวน่ะ” ใบหน้าสวยแย้มยิ้มให้คนเหม่อ อย่างที่ตอกย้ำให้คนรู้อนาคตได้เจ็บปวดจนแทนจะหลั่งน้ำตา

อย่าทำให้ผมรักคุณไปมากกว่านี้เลย...

“กินสิ กิน” คนหล่อรีบตะลีตะลานตักนู่นนี่เข้าปากจนเกิดเสียงดัง ทำเอาแจจุงกลั้นหัวเราะ แต่คราวนี้ยุนโฮกลับเลือกที่จะเงียบเป็นการตอบ พลางเอ่ยเสียงเบา “นี่แจจุง...”

“หืม อะไรเหรอยุนโฮ” ริมฝีปากกลมยิ้ม หยีดวงตาจนเล็กอย่างเปี่ยมสุข

“ถ้าสมมติว่าวันนึง...เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน...” ใบหน้าคมเงยหน้าขึ้นสบสายตากลมโต

“นาย...จะรู้สึกยังไงเหรอ?”

“เคร้ง!!

เสียงช้อนตกกระทบที่แผ่นกระเบื้องดัง มือขาวที่สั่นพร่ารีบยกมือโบก “..ขะ ขอโทษ..ฉันตกใจนิดหน่อยนะ”

ดวงตาคู่โตหม่นแสงลงในพริบตา ยุนโฮรู้ว่าแจจุงเข้าใจความหมายที่เขาพูดดี

แต่ทำไมถึงเลือกที่จะปิดบัง?

“ไม่หรอก..นายอย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิ ฉันกับนายจะอยู่ด้วยกันตลอดไป...ไม่ใช่หรือ?

ไม่ใช่หรือ?

 

คำพูดนั้น...ฉันต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายถามนายไม่ใช่เหรอ...แจจุง...

 

...

 

สองร่างที่นั่งชันเข่าอยู่ตรงชายหาดเงียบสงบอิ่งแอบไออุ่นกันอย่างใกล้ชิด มือใหญ่กับมือนิ่มกระชับจับกันแนบแน่นที่ฝ่ามือ นิ้วเรียวกระชับตอบไออุ่นอย่างรักใคร่ ปลายเท้าขาวจุ่มลงไปที่ผืนน้ำทะเลเย็นพลางเกลี่ยทรายนุ่มเท้าไปมา หัวกลมพิงลงไปบนไหล่กว้างก่อนจะหลับตา ซึมซับกลิ่นอายทะเลเข้าไปจนเต็มปอด

“นี่ยุนโฮ...ร้องเพลงให้ฟังหน่อยได้ไหม”

“เอ๋...” เสียงทุ้มเอ่ยแกมประหลาดใจ มือหนายกขึ้นลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ เมื่อคนตัวเล็กขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ยามสายลมยามบ่ายพัดผ่าน

“อยากฟังเพลง ร้องให้ฟังหน่อย” คนตัวบางเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ ทำเอาคนถูกพ้อหัวเราะ

“จะเอาเหรอ..แต่ฉันร้องไม่ค่อยเพราะนะ”

“เอาเถอะน่า” คนขี้อ้อนตื๊อ “ร้องอะไรมาก็ฟังหมดแหละ”

สิ้นคำ เสียงทุ้มต่ำที่เคยปลอบประโลมให้นอนหลับจึงค่อยๆ เอื้อนเอ่ยคำรักออกมาแผ่วเบา..

 

어떤 말을 할건지 사실 난 알고 있죠

진심이 아닌걸 눈치 챈걸요 눈물이 말하잖아요...

Don't say goodbye..

그 손을 놓지 말라는 마음이 들려요

그대 맘이 들려요 아직 나만을 원하죠

그댄 숨길 수 없죠 그댄 거짓말을 못하죠...

 

เสียงทุ้มที่แสนไพเราะไม่ได้แย่อย่างที่เจ้าของปรามาสไว้ดังขึ้นที่ข้างใบหู เจ้าของเสียงยังคงเอื้อนเอ่ยท่วงทำนองแสนหวานต่อไป โดยที่ไม่อาจเห็น

ไม่แม้แต่จะมองเห็น..น้ำตาของใครบางคน..ที่รินไหลอยู่ในหัวใจที่แสนบอบช้ำ

นายกำลังบอกกับฉันว่าอย่าปล่อยนายไป

แล้วที่นายกำลังทำอยู่มันหมายความว่าอะไร..

บอกฉันทีได้ไหม...

 

เพลงนี้..ฉันต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายร้องให้กับนายไม่ใช่เหรอ...ยุนโฮ...

 

ความจริงก็คือ...ผมรู้ว่าสิ่งที่คุณจะพูดต่อไปคืออะไร

มันไม่ได้มาจากใจจริง มันเป็นคำที่น่าสงสัย...น้ำตากำลังบอก...

ได้โปรดอย่าเอ่ยคำลาเลยได้ไหม..

โปรดฟังเสียงหัวใจที่ไม่อยากปล่อยมือของคุณไป

ผมได้ยินเสียงหัวใจของคุณนะ..คุณยังคงต้องการผมอยู่ใช่ไหม?

คุณไม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นได้...คุณไม่อาจโกหกได้ใช่ไหม?

....

..........

................

 

“ผมจะคืนแจจุงให้กับคุณ”

ภายใต้ความมืดมิดที่แสนอ้างว้าง เสียงทุ้มคุ้นเคยยังคงลอดผ่านโสตประสาทให้ได้เข้าใจอย่างชัดเจน

แผ่นหลังบางที่พิงแนบอยู่ด้านหลังประตูห้องของร่างสูง ได้แต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลรินอาบแก้มทั้งสองข้าง หลังได้ยินคำพูดเชือดเฉือนบาดหัวใจจนเป็นแผลลึก

ไม่คิดจะรั้งไว้เลยหรือ..

ไม่อยากอยู่ด้วยกันอย่างนั้นหรอกเหรอ?

นี่หรือที่เรียกว่ารัก

รักแล้วทำไมถึงคิดจะทอดทิ้งกันง่ายดายเช่นนี้..

 

....

มือขาวกำแน่น กลั้นน้ำตาที่ใกล้จะไหล ยามได้ยินเสียงร่างสูงเอ่ยขอร้องผ่านทางเสียงเพลงว่าไม่ให้เขาไป

เขาไม่อาจเข้าใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดของยุนโฮ

รัก...แล้วทำไมถึงคิดจะปล่อยมือ?

 

.........

พรหมลิขิต คือสิ่งที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น..

ถ้าแจจุงตั้งใจฟังอีกนิด คงอาจได้ยินความสั่นพร่าในน้ำเสียงที่ตามมาหลังเสียงทุ้มวางสาย

และถ้ายุนโฮสังเกตอีกนิด เขาคงได้ยินเสียงสะอื้นของใครอีกคนที่อยู่ข้างหลังประตูบานนั้น

และถ้ายุนโฮกับแจจุงไม่ถูกกำหนดชะตาลิขิตให้เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น

เรื่องทุกอย่างคงไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้..

 

........

เรื่องราวทุกอย่าง..

กำลังจะถูกเปิดเผย...

..........

 

เสียงผมที่ตะโกนบอกว่ารักคุณ คุณเคยได้ยินมันบ้างไหม?

 

 

-----------------

I came back...

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ใกล้จะจบแล้วใช่มั๊ยเนี่ย...

สงสารยุนกะแจทั้งๆที่ต่างคนต่างรัก

ความรักมันไม่ใช่การเสียสละซะหน่อยนะ อ่า..เศร้าอ่ะ...

ชอบยูชอนอ่ะ จะบอกว่า นายมันเจ๋งมากเลย

#1 By white_valentineของยุนโฮ (161.200.255.162) on 2008-12-04 20:59

แมร่ง สงสารหมี

เศ้ราได้อีก

writer สู้ๆ

#2 By chomchunnie (124.121.37.17) on 2008-12-05 14:48

ทำมายยยยยย

ยุนโฮคืนแจง่ายๆอย่างนั้นล่ะ

ทำตัวให้เหมือนยูชอนหน่อยเซ่

#3 By =belle= (114.128.144.163) on 2009-01-15 23:35