True or Lies?[21]
posted on 16 Aug 2008 12:36 by kyokoong in TrueorLies
True or Lies?
TVXQ Fan Fiction
Author: Kyokoong
Style:
Yaoi
Couple:
Yunho/Jaejoong
Category:
Drama/Romance
Rating(this part):
PG-13
21.Past
มือหนาสอดประสานกับมือเล็กนุ่มนิ่มไว้แน่น
หยาดเหงื่อมากมายไหลหยดไปตามคางเรียว ก่อนขายาวจะค่อยๆ หยุดนิ่ง
หลังจากที่วิ่งไม่หยุดมาเป็นเวลาเกือบสิบนาที
จนคนตัวเล็กที่ถูกลักพาตัวมาต้องขอให้หยุดเพราะเหนื่อยจนทนไม่ไหว
“แฮ่ก หยะ หยุดก่อนเถอะยุนโฮ นี่เรามาไกลมากแล้วนะ”
ตาโตหรี่เล็กก่อนก้มลงถอนหายใจดังลั่นด้วยความเหนื่อยหอบ ใบหน้าใสแดงก่ำ
เสียงสั่นพร่าเพราะความเหนื่อย เหงื่อไคลไหลซับชุดยูคาตะจนเปียกชื้น
แต่ไม่ทันจะได้ถามให้หายสงสัยร่างสูงก็ถอดเสื้อสูทนักเรียนออกก่อนคลุมให้คนตัวเล็ก
เสียงเซ็งแซ่ของย่านการค้าทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างอยากลำบาก
ยุนโฮจึงต้องก้มไปกระซิบให้แจจุงฟังที่ข้างหูที่หารู้ไม่ว่าทำเอาคนตัวเล็กหน้าแดงอีกแล้ว
“…ใส่เสื้อฉันไว้ ชุดยูคาตะของนายมันเด่นมาก มันอาจจะตามเราเจอ” น้ำเสียงจริงจังกับเนื้อความทำเอาแจจุงงงเข้าไปอีก
“นายพูดเรื่องอะไรของนาย แล้ว’มัน’ คือใคร”
ไวเท่าความคิด เสียงเอะอะจากทางด้านหลังทำให้ยุนโฮรู้ได้ในทันที
เมื่อเห็นชายร่างสูงราว3-4คนในชุดสูทสีดำที่วิ่งกระจัดกระจายอยู่ตามตลาด
ต้องเป็นพวกเดียวกับที่ยูชอนเจอในร้านไอศกรีมแน่..
ยุนโฮไม่รอช้ามือหนาดึงข้อมือเล็กต่อพลางลากเข้าไปในซอกตึกด้วยหัวใจหวั่นผวา
..เราจะต้องปกป้องแจจุงให้ได้
“หยะ ยุนโฮ ตรงนี้มันแคบจัง เข้ามาทำ..” มือหนายกขึ้นปิดปากเล็กที่เจื้อยแจ้วพลางว่า
“ชู่ว เงียบก่อนนะแจจุง” คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงว่าเข้าใจ
ถึงตอนนี้จะไม่รู้เรื่องอะไร แต่ท่าทางของยุนโฮ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยุนโฮทำ
เขาก็ไว้ใจมันเสมอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ..
“เฮ้ย ยังไม่เจออีกเหรอ” ร่างกำยำในชุดสูทคนหนึ่งหยุดยืนอยู่หน้าซอกตึกพลางตะโกนถามเพื่อนอีกคน
“ยังไม่เจอเลย คุณซองฮยอนบอกว่าใส่ยูคาตะด้วยนี่นา แล้วก็ออกมากับผู้ชายอีกคนหนึ่ง” เพื่อนร่วมงานตอบ
บทสนทนาที่เหมือนคนที่ถูกพูดถึงจะเป็นพวกเขา
ทำเอาคนตัวเล็กมองหน้ายุนโฮอย่างสับสน
แต่ใบหน้าคมยังคงส่ายหน้าเป็นเชิงว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร
“ฉันล่ะอยากรู้ชะมัด ว่าคุณแจจุงไปอยู่ที่ไหนมา
นี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะ เฮ้อ แย่จริงๆ
ที่บริษัทน่ะไม่เป็นอันทำงานกันเลยซักคน”
ชายคนที่หนึ่งเอ่ยพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“นั่นสิ พักนี้ไอ้พวกฝั่งคุณจุนยองก็ตามล่าคุณหนูอยู่ด้วยเหมือนกัน ป่านนี้พวกมันก็คงตามหาคุณแจจุงอยู่เหมือนกันแน่ๆ”
“ตายห่า! ฉันลืมไปเลย อย่างนี้คุณหนูก็ตกอยู่ในอันตรายน่ะสิ เพราะไอ้มรดกบ้าๆ นั่นแท้ๆ เลย”
“ก็ใช่น่ะสิ โธ่ ฉันน่ะอยู่กับคุณท่านมาหลายปี เลี้ยงคุณหนูมาแต่อ้อนแต่ออด ถ้าคุณหนูเป็นอะไรไป ฉันคงทนไม่ได้หรอก”
“ถ้าวันนั้นไม่ทะเลาะกับคุณท่านจนหนีออกมา เราก็คงไม่ต้องห่วงกันแบบนี้หรอก”
เสียงพูดคุยจากชายหนุ่มปริศนาที่แสดงถึงความห่วงใยอย่างล้นเปี่ยมทำเอาน้ำตารื้นขึ้น
ลอหน่วยในดวงตาใส
ถึงแจจุงจะจำไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร
แต่เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่ชายเหล่านั้นพูดหมายถึงตัวเขา
ยุนโฮลูบหัวคนตัวเล็กเป็นเชิงปลอบใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็สับสนอยู่ไม่แพ้กัน
..ตกลงคนพวกนี้เป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่..ดูเหมือนจะไม่ใช่ศัตรูนี่
ดวงตาเรียวมองช้อนไปยังดวงตากลมโตที่ฉายแววสงสัยไม่หยุด
ก่อนถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา
“ขอโทษ..ที่จู่ๆ
ก็ลากนายออกมา แต่ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น
อะไรบางอย่างบอกฉันว่าบางทีเราอาจจะต้องจากกัน..”
คำพูดคลุมเครือของร่างสูงทำเอาหัวใจดวงเล็กไหววูบ
“อะไรกันทำไมฉันต้องแยกจากนายด้วย..”
เสียงหวานเผลอดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ทำเอาชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าซอกตึกหันมามองด้วยความสงสัย
“นั่นใครน่ะ!” แจจุงตัวสั่นระริก เมื่อชายฉกรรจ์หลายคนค่อยๆ
ย่างก้าวเข้ามา
แต่ไม่นานตาโตก็ต้องเบิกกว้างกว่าเก่าเมื่อร่างสูงที่เบียดกายแนบชิดอยู่เมื่อครู่ตวัด
แขนโอบรอบเอวบางก่อนบดเบียดริมฝีปากหนาเข้ากับริมฝีปากบางนุ่มของเขาอย่างรุนแรง
ลำแขนกำยำเลื่อนไปกดที่ท้ายทอยของเขาเพื่อให้รสสัมผัสแนบแน่นยิ่งขึ้น
ก่อนบดเบียดลิ้นอุ่นชื้นเข้ามาในโพรงปาก
ดูดซับความหอมหวานในเรียวลิ้นที่เข้าเกี่ยวกระหวัดกันอย่างโหยหา
เรียกเสียงครางต่ำจากคนที่ต้องการอากาศหายใจได้เป็นอย่างดี
“อื้ม..อือ” ลิ้นสากกวาดไปทั่วไล่ตั้งแต่เพดานปากไปถึงแนวฟันขาวปล่อยสายน้ำสัมผัสให้ไหลหยดออกมา
ามมุมปาก
ก่อนผละออกเพื่อให้คนตัวเล็กได้หายใจ
แล้วตรงเข้าดูดดุนที่ซอกคอขาวนั้นอีกครั้ง ขบกัดจนเป็นรอยแดง
มือหนารั้งเอวบางเข้ามาใกล้
แหวกสาบเสื้อออกก่อนเลื่อนมือเข้าลูบไล้แผ่นอกขาวจนแจจุงหลุดเสียงครางออกมาอีก
ภาพที่มองจากด้านข้างแล้วราวกับชายหญิงกำลังพรอดรักกันในซอกตึกนั้นทำเอาเหล่าบอดี้การ์ด
หน้าแดงซ่าน ย่างเท้ากลับออกทันทีเมื่อคิดได้ว่านั่นคงไม่ใช่เป้าหมายที่ตัวเองตามหาแน่
“ว่าไง ใช่คุณหนูรึเปล่า” เพื่อนร่วมงานตะโกนถาม
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับสั้นห้วนพร้อมกับใบหน้าแดงๆ ของผู้เห็นเหตุการณ์
“ใช่ที่ไหนเล่า! ก็แค่ไอ้พวกวัยรุ่นใจแตกมันดูดปากกันแค่นั้นแหละ! คุณหนูจะมาอยู่แถวนี้ได้ยังไงกัน”
.
.
.
.
“จุนซู!! นายอยู่ที่ไหนน่ะ!” ใบหน้าคมคายฉายแววกังวล
เมื่อออกตามหาคนตัวเล็กไปจนทุกที่แล้วแต่ก็ไม่พบ
ยูชอนปาดเหงื่อที่ไหลลงมาพลางสบถอย่างหัวเสีย
“โธ่เว้ย!”
แผ่นฟ้าที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงทำให้ยูชอนรู้ว่ามันคงจะถึงเวลาปิดงานโรงเรียนประจำปีี้นี้แล้ว
พระอาทิตย์ตกดินที่มองจากริมแม่น้ำข้างตัวตึกเรียนในยามนี้ดูสวยงามเหลือเกิน
หากแต่เมื่อไร้เงาคนตัวเล็กมันก็ทำให้ยูชอนรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างบอกไม่ถูก
ภาพศิลปะที่ต้องเชยชมอยู่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าจะงดงามเท่ามีสหายเคียงข้าง..
ความเป็นจริงข้อนี้เขาเข้าใจดีและเชื่อมั่นเป็นที่สุด
คิดแล้วก็ทำเอาใบหน้าเรียวหม่นหมองลงไปอีก ขาเรียวย่อลงนั่งยองๆ
ก่อนมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
มือสากฉวยหยิบก้อนหินจากพื้นดินขึ้นมากำแน่น
มองมันครู่หนึ่งก่อนจะปาออกไปสู่ผิวน้ำเบื้องล่างจนน้ำกระเพื่อมเป็นจังหวะ
“เก่งจังเลยยูชอน..ทำได้ยังไงน่ะ”
เสียงเล็กใสคุ้นเคยที่ดังขึ้นจากข้างหลังพาใจที่หมดความหวังให้ลุกขึ้นมาโบยบินอีกครั้ง ร่างสูงลุกขึ้นพลางหันไปข้างหลังโดยความเร็ว ภาพร่างเล็กกับใบหน้าน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์ส่งยิ้มสดใสมาให้เหมือนที่เคยทำเอาหัวใจยูชอนไหววูบด้วยความโล่งอก
“จุนซู!!!” ปากอิ่มตะโกนลั่นก่อนรั้งคนตัวเล็กไว้แนบอก
กระชับกอดแน่นแฟ้นราวกับกลัวจุนซูจะหายไปอีก
ใบหน้าคมคายก้มลงซุกที่ไหล่เล็กพลางระล่ำระลักว่า
“นายไปอยู่ที่ไหนมา..ฉันตามหานายแทบแย่”
“อื้อ..ยูชอน”
ร่างเล็กเบิกตาเรียวเล็กให้โตก่อนกระชับอ้อมกอดอบอุ่นกลับ
นี่เขาทำให้ยูชอนเป็นห่วงอีกแล้วหรือ? เขานี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ
ทิ้งยูชอนเอาไว้ แถมยังปล่อยให้ยูชอนตามหาซะทั่วอีก
แบบนี้ยูชอนไม่โกรธเขาตายไปแล้วรึไงนะ คิดได้ดังนั้น
เสียงเล็กก็ถึงกับเฝื่อนคอเอ่ยคำขอโทษตะกุกตะกัก
“คะ คือ..ยูชอนฉันขอ..”
“ขอโทษนะจุนซู ฉันผิดเองที่ไม่วิ่งตามนายไป ทั้งๆ ที่ฉันควรจะอยู่ข้างๆ นายแท้ๆ..”
แต่คำพูดของเพื่อนรักทำเอาดวงตาใสน้ำตาคลอหน่วย ยูชอนเป็นห่วงเขา..?
จะมีสิ่งที่น่าดีใจยิ่งกว่านี้อีกซักกี่อย่างในชีวิตของนายกัน
จุนซูพูดกับตัวเอง..
ไม่รู้ทำไมแต่ฉันรู้สึกว่าตอนนี้นายเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในโลกเลย..
“ฉัน..ฉัน..” จุนซูถึงกับพูดไม่ออก
“ฉันไม่รู้จะบอกกับนายยังไงดีแต่..”
“.....”
“ขอบคุณนะที่คอยอยู่เคียงข้างฉัน..ฉันระ..รักนายนะยูชอน” จุนซูว่าเบาๆ
พลางก้มหน้านิ่ง เขายังคงจะพูดมัน
แม้เขาจะรู้ว่ายูชอนไม่มีวันเข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาอยากจะบอกก็ตาม..
“ฉันก็รักนายจุนซู นายเป็นเหมือนของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้ฉันเลย
‘เพื่อนรัก’ที่สุดของฉัน” ปากอิ่มฉีกยิ้มกว้าง
พระอาทิตย์ตกดินที่แสนสวยงาม
กับสหายรักที่นั่งเคียงข้าง..นี่แหละที่เขาต้องการ
หากแต่ยูชอนลองมองคนข้างตัวดูสักนิดจะพบว่ารอยยิ้มงดงามดุจดั่งพระอาทิตย์ของคนที่นั
งอยู่ข้างๆ
เขาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย..
คำว่าเพื่อนที่คอยยึดเหนี่ยวหัวใจสองดวงให้ผูกพัน
บัดนี้กลับทำร้ายคนคิดเกินกว่าเพื่อนให้เจ็บช้ำราวตายทั้งเป็น
นายอาจมองไม่เห็น ว่าสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกนายมันคืออะไร
หัวใจของฉันที่มันตะโกนบอกรักนายตลอดเวลา นายก็คงไม่ได้ยิน..
และสุดท้ายถึงแม้ความรู้สึกของฉันจะกลายเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ
แต่ถ้าการที่นายไม่รู้ ช่วยเหนี่ยวรั้งให้นายอยู่เคียงข้างฉันแบบนี้ต่อไปได้
ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว..
.
.
.
.
“ไม่เจอเลยเหรอ” น้ำเสียงอ่อนแรงจากชายสูงวัยเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ก่อนยกมือผอมแห้งขึ้นมาลูบหน้าผากที่มีรอยเหี่ยวย่นอย่างโศกเศร้า
เสียงทุ้มติดจะแหบเอ่ยกับเลขาคนสนิทที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเลขาและลูกเขยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฉันควรทำอย่างไรดี...ซองฮยอน บอกฉันทีว่าฉันควรจะทำยังไง
ฉันขาดแจจุงไปไม่ได้จริงๆ ..ไอ้พวกของพี่ก็ไล่ตามแจจุงอยู่เหมือนกัน
นี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วด้วย ทำไมยังหาตัวลูกของฉันไม่เจอกันอีก!”
เสียงสั่นๆ
ที่ตะคอกอย่างแหบแห้งด้วยความรันทดใจนั้นทำให้ซองฮยอนรู้สึกสังเวชใจนัก
หลังจากที่เขารายงานเข้ามาว่าพบตัวแจจุงคุณท่านก็ดูจะมีความสุขมาก
สั่งคนใช้จัดงานเตรียมต้อนรับอย่างเต็มที่แม้จะยังไม่ได้ตัวคุณแจจุงมา
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าจากนั้นเหล่าบอดี้การ์ดที่ช่วยตามหาก็ไม่มีวี่แววจะเจอร่าง
บางนั่นอีก แม้จะหาตัวต่อมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปที่ไหนถึงได้ล่องหนราวกับไม่มีตัวตนได้เช่นนั้น
แต่ฉันเชื่อว่านั่นเป็นฝีมือของนาย...ชองยุนโฮ
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อนึกถึงคู่กรณีที่พาคนรักของเขาหนีไปได้ไวปานสายลมพัดพานั่น
เขายังไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่โทพาซพูดเป็นจริงหรือเปล่า
แต่นั่นก็ทำให้ซองฮยอนรู้สึกหนักใจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
การที่แจจุงหายตัวไปก็ทำให้คุณท่านแย่เอาการอยู่แล้ว
และถ้าหากเรื่องที่แจจุงความจำเสื่อมเป็นความจริงอีกละก็
คราวนี้คงได้ช็อกตายกันไปข้างหนึ่งเป็นแน่
และตัวเขาเองก็คงเป็นอย่างนั้นเช่นกัน......
.
.
.
.
‘นี่ซองฮยอน ดูปีกผีเสื้อตัวนั้นสิ สวยมากเลยนะ จับให้หน่อยสิ’
คนตัวบางว่าเสียงใส สองแขนคล้องเขย่าคนรักอย่างออดอ้อน
เรียกรอยยิ้มกลั้วหัวเราะจากคนข้างๆ ได้เป็นอย่างดี
‘ฮะๆ
ปล่อยมันไปเถอะน่า คุณชอบรังแกสัตว์หรือไง’ เสียงทุ้มว่าล้อๆ
จนแก้มขาวของคนตัวเล็กพองลมขึ้นอย่างที่ให้แสดงให้รู้เลยว่างอนแล้ว
‘ฉันไม่ได้ง้อนายซะหน่อย จับเองก็ได้ ฮึบ!’
‘อย่าน่าแจ มันอันตรายนะ..’ เสียงทุ้มว่าเรียบๆ
พยายามจะดึงคนตัวเล็กที่เอื้อมชะเงื้อสุดตัวไปจับผีเสื้อที่ข้างรั้ว
เท้าเล็กกดเกาะเนินลาดอย่างสั่นๆ
‘ไม่ตกหรอกน่า อีกนิดเดียวเอง ฮึบ..อ๊ะ!’
รองเท้าคู่เก่งที่ยึดพื้นอยู่เผลอล้มเสียหลักไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ในขณะที่มือขาวกำลังคว้าอากาศลอยละลิ่วเหนือพื้นดินอยู่นั้น
แจจุงก็ถึงกลับตาปี๋เตรียมใจรับความเจ็บปวดตรงหน้าทันที
‘..........’ แต่ก็ไร้ซึ่งความเจ็บปวด
มือเล็กที่ยกขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความกลัวค่อยเลื่อนเปิดออกช้าๆ
ก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่บนร่างของใครอีกคน
ที่อุตส่าห์สละตัวรองมาเป็นเบาะกันกระแทกให้
ใบหน้าหวานขึ้นสีเรื่อทันทีเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของเขาทั้งสองคนชักจะใกล้กันเกินไปแล้ว แจจุงพยายามดันตัวคนที่นอนทับเค้าอยู่ออก แต่มือหนากลับรั้งแน่น กระชากคนตัวเล็กให้ล้มลงมาซุกอกตัวเองอีกครั้ง
‘อะ..อะไร’ เสียงใสว่าตื่นๆ เดี๋ยวสิท่านี้มัน..คิดได้ดังนั้นแก้มใสก็ขึ้นสีเรื่อขึ้นมาอีก
‘รางวัลล่ะ’ ใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยเสียงเรียบ จนคนข้างใต้ชักหวาด
‘รางวัลอะไร’ มือหนาเลื่อนมาชี้ที่ปากตัวเองก่อนจะอมยิ้ม
‘ของรางวัลที่ช่วยด้วยไง’ ได้ยินดังนั้นคนหน้าบางก็ถึงกับร้องเสียงแหววทั้งๆ ที่ตัวบางๆ ของตัวเองยังนอนทับเค้าอยู่บนพื้นอยู่นั่น
‘จะบ้าหรือไง’ มือขาวดันไปบนอกของคนสูงกว่าก่อนจะยันตัวลุกขึ้นช้าๆ
‘ฉันไปดีกว่า’ ใบหน้าหวานเอ่ยหน้าแดง แต่กลับถูกมือหนากระชากลงไปอีกจนคราวนี้ริมฝีปากทั้งสองเผลอชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
‘อุ๊...อุ๊บ’ คราวนี้คนเจ้าเล่ห์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ริมฝีปากหนาตรงเข้าจู่โจมปากเล็กๆ ทันที
‘อือ อืม....’ คนหน้าหวานครางเสียงต่ำ
เมื่อพื้นที่อากาศหายใจในโพรงปากถูกรุกล้ำ
สองร่างที่นอนทาบทับกันอยู่บนพื้นหญ้านุ่มแลกจูบดูดดื่มกันอย่างเร่าร้อนไม่อายดอกไม้
นานาพรรณที่เฝ้ามองพวกเขามาตั้งแต่เริ่ม...
‘ดะ เดี๋ยวสิ อื้ม..‘
ปลายลิ้นหยาบร้อนตรงเข้าจู่โจมโพรงปากของอีกฝ่ายอีกครั้ง
เกี่ยวกระหวัดดูดดุนความหอมหวานอย่างจาบจ้วง
สองร่างที่กอดก่ายทาบทับกันอยู่ถูกร่างสูงพลิกกายมาเป็นฝ่ายอยู่บนบ้าง
มือหนาเลื่อนไปกดท้ายทอยคนตัวเล็กให้แนบแน่นก่อนมอบจุมพิตแสนหวานเนิ่นนานให้อยู่อย่างนั้น
ลิ้นร้อนไล่กวาดไปทั่วซอกฟัน ปลายลิ้นรวมไปถึงเพดานปาก
น้ำลายรดเชื่อมแลกเปลี่ยนรสชาติกันอย่างเร่าร้อน ก่อนจะค่อยๆ
ละออกมาอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง..
‘แฮ่ก แฮ่ก’
เสียงหวานเอ่ยกระเส่าหลังจากผ่านบทเลิฟซีนเมื่อครู่มาหมาดๆ
เลือดสีแดงขับฉีดไปทั่วใบหน้าจนร้อนจัด
เรียกเสียงหัวเราะจากคนขี้แกล้งได้เป็นอย่างดี
‘ฮะๆ โทษที คราวนี้รู้สึกจะนานไปหน่อย’
‘นานหน่อยกับผีนายน่ะสิ! ฉันเกือบตายแน่ะ’ แก้มใสพองลม ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะเลื่อนมาจุ๊บปากเร็วๆ อีกครั้งเป็นการปลอบใจ
‘น่า..ถึงงั้นผมก็รักแจนะ’
เสียงทุ้มเอ่ยเสียงนุ่มก่อนกระชับคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอด
‘แล้วแจล่ะ รักผมมั้ย’
ใบหน้าหวานก้มไปซุกที่อกก่อนจะเอ่ยเสียงเบา..
‘รักสิ แจรักซองจังที่สุดเลยนะ..’
ซองจัง..ชื่อเล่นน่ารักๆ ที่แจจุงมักจะใช้เรียกเขาเสมอๆ..
ชื่อที่มีเรารู้กันเพียงสองคน แจจุงที่น่ารักของเขา..
เรื่องที่เค้าว่ากันว่าเวลาที่พบกับความเศร้าก็จะคิดถึงความสุขในอดีตนี่คงจะเป็นเรื่อง
จริงสินะ
ไม่งั้นทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองมีแต่อดีตรายล้อมรอบแบบนี้ก็ไม่รู้
แต่ต่อให้ผมเศร้ายังไง
สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คงเป็นเพียงการอธิษฐานต่อพระเจ้าเท่านั้น..
ฉันไม่อาจทำใจลืมนายได้จริงๆ ได้โปรดรอฉันนะแจจุง
เราจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เพราะนายยังคงเป็นคนที่ฉันรักอยู่เสมอ และฉันเองก็เป็นคนนายรัก..ใช่ไหม?

ความทรงจำที่แสนหวานแบบนั้น...จะยอมให้แจจุงลืมมันไปได้ยังไงกัน?
ถึงแจจุงจะความจำเสื่อมก็เถอะ...
ไหนจะยุนโฮอีก
เริ่มเห็นวี่แววความเจ็บปวดของรักสามเศร้ามารางๆแล้วล่ะ เฮ้อ...
ส่วนยูชอน...นายมองไม่เห็นความรักของจุนซูจริงๆ...หรือว่าแกล้งมองไม่เห็นกันแน่...ว่าความรักของจุนซูเป็นแบบไหน?
ยังไงก็เอาใจช่วยทุกคนเลยละกัน...รวมทั้งคนแต่งที่น่ารักด้วยนะค้า
#1 By ::Aozora:: on 2008-08-16 15:44