- Behind the light -

posted on 28 Jun 2015 16:12 by kyokoong in SHORTFIC
 
 
 
 
 
 
  - Behind the light - 

Kyokoong.
 
 
 
 
 
 
 
 
“ว่าไงนะ เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บ!?”

(อื้ม ล้มผิดท่าน่ะพี่ ซ้อมหนักไปหน่อย นี่พวกทีมงานยังวิ่งวุ่นกันใหญ่อยู่เลย)

“ให้ตายเหอะ ว่าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ พวกบ้าพลัง!”

(เห็นว่าท่าทางจะโดนจับตรวจนู่นนี่นั่นจนไม่ได้แตะโทรศัพท์อีกพักใหญ่ เลยโทรมาบอกพี่ก่อน)

“ขอบใจ...ว่าแต่ไม่เป็นไรมากใช่ไหม?”

(เอา ตามจริงเลยปะ – คือจากสภาพอ่ะ หนักเอาเรื่อง แต่ถ้าดูจากที่ยังมีแรงสั่งผมให้บอกพี่ว่า ‘เจ็บนิดหน่อย’ เนี่ย สงสัยจะยังไม่หายซ่าเท่าไร)

“เหอะๆ...ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้านั่น” คนฟังแค่นหัวเราะ แม้ว่าท้ายเสียงจะแผ่วเบาลงไป “แล้วเรื่องงาน...”

(โปรโมตส่วนที่เหลือยกเลิกหมดแล้วล่ะ)

“ก็ยังดี แล้วเห็นว่าปลายเดือนมีไปญี่ปุ่นด้วยไม่ใช่เหรอ”

(อัน นั้นแหละที่เครียด ต้องรอตรวจอาการละเอียดก่อนอ่ะพี่ แต่เอาจริงๆ ยังไงงานนั้นก็เลื่อนยาก ได้แต่หวังว่าจะไม่เจ็บหนักมากขนาดนั้นน่ะนะ)

“งั้น เหรอ” เอ่ยรับคำเพียงเท่านั้น ก่อนเจ้าของสุ้มเสียงหวานจะเงียบไปครู่หนึ่งราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง พลางเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

“ชางมิน...”

(ครับ)

“ถ้าพี่...พี่อยากไปดูยุนโฮหน่อย จะได้หรือเปล่า”

(.....)

“.....”

มันเป็นคำถามที่ไม่ต่างอะไรจากคำขอร้องอยู่ในที และนั่นทำให้ปลายสายเงียบงันไป ก่อนเสียงของน้องชายจะตอบกลับมาเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก

(คือ...อันที่จริงผมก็อยากให้พี่มานะ)

“.....”

(แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเรียกหมอมาตรวจแล้วคนก็เยอะมากเลย...ผมกลัวว่าพี่แจจุง...)

“.....”

(คือ...พี่...ผม)

“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ”

(.....)

“ยังไง...ก็ฝากดูแลหมอนั่นด้วยนะ”

 
 
 
 
- Behind the light -
 

 

“พักผ่อนเยอะๆ นะลูก”

“ฉันซื้อของกินมาฝากพี่เพียบเลย”

“พักบ้างนะพ่อดาราดัง ฮ่าๆ”

“หายไวๆ นะยุนโฮ พี่เป็นห่วงนายนะ”


มันเป็นเช้าวันหยุดที่แสนน่าเบื่อในความรู้สึกชิมชางมิน


ร่าง สูงโปร่งของเด็กหนุ่มที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วยมาตั้งแต่เช้าทิ้งตัวลงนั่ง อย่างเหนื่อยอ่อน หลังจากต้องทำหน้าที่จัดการของเยี่ยม ปรนนิบัติพัดวีและรับแขกแทนพี่ชายมาตั้งแต่เช้า ไหนจะรอยยิ้มที่ต้องปั้นแต่งให้บรรดานักข่าวกับพรรคพวกของคนเพื่อนเยอะที่ ผลัดกันมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายนั่นอีกล่ะ

กว่าจะทยอยกลับไปกันหมดและปล่อยให้คนป่วยนอนพักจริงๆ ก็ผ่านไปร่วมครึ่งวันแล้ว

แม้จะเคยชินกับบรรยากาศแบบนี้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ชางมินถึงได้รู้สึกเซ็งนัก

น่าเบื่อ

ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ก็เบื่อเหลือเกิน



“ชางมินนี่ใจดีจังน้า”

หลังจากปล่อยให้ญาติมิตรกลับไปจนเหลือกันอยู่สองคนได้พักใหญ่ จู่ๆ เสียงของคนป่วยก็เอ่ยขึ้นมา

“อะไร อีกล่ะ ไม่พักหรือไง” เขาเอ่ยสั้นๆ ในขณะที่ยกขาขึ้นมานั่งไขว้สบายๆ ด้วยเพราะในห้องไม่มีใครให้ต้องเกรงใจแล้วในเวลานี้  คนป่วยยิ้ม “ก็พักอยู่นี่ไง เดี้ยงเลย”

“กวนกันหรือไง ผมหมายถึงนอนหลับ”

“นอนได้ไง นายอุตส่าห์มาเยี่ยมแต่เรายังไม่ได้คุยกันเลยน้า ตั้งแต่เช้า”

“นั่น ก็เพราะว่าญาติพี่เยอะเกินไปต่างหาก” และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่มาตั้งแต่เช้าต้องรับบทน้องชายแสนดีไปโดย ปริยาย และแม้จะทำเพราะเต็มใจ รักษาภาพพจน์ต่อหน้าสื่อ หรืออะไรก็เถอะ...ชองยุนโฮก็ยังต้องจ่ายค่าจ้างเป็นของเยี่ยมแสนอร่อยให้เขา อยู่ดี

“ฮ่าๆ โทษที นายเลยเหนื่อยเลย” คนป่วยเอ่ยยิ้มๆ “เพราะที่บ้านพี่ไม่ว่างมาเฝ้ากัน...ถ้าไม่ได้ชางมินคงแย่เลย ขอบคุณนะ”

“ขอบ คงขอบคุณอะไร ขนลุกว่ะพี่” ทว่าคนเป็นน้องกลับไม่รู้สึกซึ้งอะไรไปกับพี่มันเลยแม้แต่น้อย “อีกอย่างนะ ดูจากที่มาเยี่ยมกันเนี่ย...แต่ละคนก็ดูจะเต็มใจจะมาเยี่ยมกันทั้งนั้น... เหอะๆ ถ้าพี่ขอให้เฝ้าแทนมีแต่จะรีบปรี่กันมาดูแล ไม่ต้องเป็นผมก็ได้”

“เอ่อ...ประชดใครหรือเปล่าเนี่ย ฮ่าๆ” คนเป็นพี่ยิ้มแหย “ยังไงพี่ก็ไว้ใจนายที่สุดอยู่ดีนะ”

“เป็นเกียรติมากเลยครับ” เขาตอบห้วน “แต่บอกเลยถึงพี่จะจ้างผมด้วยข้าวหน้าปลาไหลหรืออะไร...พรุ่งนี้ผมก็ไม่มาแน่ บอกไว้ก่อน”

“อ้าว จะไปไหนอ่ะ”

“วันหยุดทั้งที ก็ไปเที่ยวกับพวกคยูฮยอนบ้างไรบ้าง”

“ทริปกินอีกล่ะสิ”

“เรื่องของผมน่า”

“โห่ย แต่พี่ชายนายป่วยอยู่นะ” โวยวายขึ้นมา ทำท่าเรียกร้องสิทธิ์ ในขณะที่คนน้องทำหน้าเฉยเมย

“อย่ามา พี่ก็แค่อิจฉาที่ผมได้ไปเที่ยว”

แล้วทำไมต้องรู้ทันตลอดเลยด้วยล่ะ!

“ชางมินใจร้าย”

“อย่า มาแอ๊บแบ๊ว ตรงนี้ไม่มีกล้อง” เขาตอบ ก่อนจะหันไปนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือไม่สนใจคนป่วยที่เอาแต่จะก่อกวนกัน อยู่เรื่อยอีก จนคนถูกว่านิ่งไป ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งลง พลางลอบสังเกตสีหน้าของน้องชายอยู่เงียบๆ

ท่าทางอารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่เช้าแล้วแฮะ

เป็นอะไรนะ?

“นี่...เป็นอะไรหรือเปล่า”

“อะไรอีกล่ะ”

“ก็เห็นหน้าเซ็งๆ”

“ผมก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” เขาปฏิเสธ

“อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้วน่า” ยุนโฮย้ำ

“...ก็...ไม่รู้ดิ” เขาตอบอ้อมแอ้ม...ก็ไม่รู้จริงๆ นี่

“ไม่บอกก็ตามใจ” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นปัดไปมา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่...เขารู้เรื่องหรือยัง”

“เขาไหน”

“ใครกันแน่ที่กวนประสาท”

“สนใจรึไง” อยู่ๆ คนเป็นน้องก็เหวี่ยงขึ้นมาซะอย่างนั้น

“อ้าว”

“พูด อย่างกับมาเยี่ยมได้ ญาติเยอะเพื่อนเยอะซะขนาดนี้ เป็นฮ่องเต้รึไง”  บ่นเสียงขุ่น ก่อนจะตอบ “ผมออกไปหาไรกินก่อนละ ส่วนโทรศัพท์พี่ ถ้าจำไม่ผิดผมวางไว้แถวๆ นั้นแหละ ไปนะ”

อ่า...

ดูเหมือนจะรู้เหตุผลที่ทำให้เจ้าน้องเล็กนี่เซ็งแบบไม่มีสาเหตุเสียแล้วสิ...
 
 


 

- Behind the light -
 





มันเป็นบ่ายวันหยุดที่แสนน่าเบื่อในความรู้สึกชองยุนโฮ



‘ทำอะไรอยู่’

ปลายนิ้วเรียวกดพิมพ์ข้อความในโปรแกรมแชทส่งไปหาใครบางคน ที่เขาคาดเดาไม่ได้เลยว่าตอนนี้จะทำหน้าบึ้งขนาดไหนอยู่

ก็ ดูท่าเจ้าน้องชายตัวแสบน่าจะคาบข่าวไปบอกตามที่เขาสั่งเรียบร้อยแล้ว...แต่ พอเปิดโทรศัพท์ที่ปิดเครื่องไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ ขึ้นมาก็รู้สึกผิดคาด เพราะไม่มีสักมิสคอลหรือข้อความเลยน่ะสิ

เรื่องไม่เป็นห่วงก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าจะมีปัญหาอะไร...ก็คงมีสาเหตุอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก

รอไม่ถึงสามนาทีหน้าจอก็แสดงสัญลักษณ์ที่ทำให้เขารู้ว่าเจ้าตัวรับรู้ข้อความนั้นแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น...ยุนโฮก็ตั้งรออยู่เกือบสิบนาทีกว่าจะได้รับคำตอบกลับมา

‘ไม่ได้ทำอะไร’

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันนะ

‘เจ็บขาจัง’

คราวนี้ตอบกลับมาทันที

‘รู้แล้ว’

‘ให้โทรไปไหม’

‘โทรทำไม’

‘ก็เผื่ออยากจะบ่นอะไรยาวๆ นี่เตรียมรอฟังแล้วนะ’

‘ก็รู้นี่ แต่พูดไปก็ยังกับจะฟัง’

‘ฟังซี่’

‘ถ้าฟังจะเจ็บแบบนี้ไหม’

‘โธ่...พลาดนิดหน่อยเอง’ ขนาดเห็นแค่ตัวอักษร ยังรู้สึกได้ถึงความดุของเขาเลย...ก็เลยได้แต่ส่งสติ๊กเกอร์ไปขอความเห็นใจ







‘ตลก’

‘งั้นโทรไปให้ดุเดี๋ยวนี้เลย...โอเคไหม’

‘ตรงนั้นไม่มีคนหรือไง’

‘อื้อ ไม่มีเลย โทรนะ’

ปลายทางเงียบไปพักใหญ่ แต่ก่อนจะได้กดปุ่มโทรออก ข้อความที่ตอบกลับมาก็ทำให้เขาชะงักไปเสียก่อน

‘ไม่ต้อง’

‘ทำไมล่ะ ไม่สะดวกเหรอ’

เขาก็ถามไปอย่างนั้นเอง คิมแจจุงน่ะเหรอจะไม่สะดวกถ้าชองยุนโฮจะโทรหา?

‘เปล่า’

‘แล้วทำไม’

‘ไม่รู้’

ตอบสมกับเป็นคนโปรดของชิมชางมินจริงๆ เหมือนกันทั้งคู่...

‘ให้ฉันโทรเถอะ’

‘ทำไม คุยทางนี้ก็ได้’

‘มันไม่เหมือนกัน’ เขาตอบ รู้สึกเหมือนความเร็วในการพิมพ์ของตัวเองจะเพิ่มขึ้นทันทีในเวลาแบบนี้ ‘ฉันอยากได้ยินเสียงนาย’

อีกคนเงียบอีกแล้ว

แต่ซักพักก็ตอบกลับมาจนได้

‘เปิดเพลงฉันซักเพลงก็ได้ฟังแล้ว ในเครื่องไม่มีเลยหรือไง’

กวนประสาท...นี่ก็เหมือนชิมชางมินอีก

‘บอกเหตุผลดีๆ มาดีกว่าว่าทำไมถึงโทรไม่ได้’

‘…..’

‘เป็นอะไรหรือเปล่า’

‘เปล่า’

‘แต่...’ กำลังจะพิมพ์ตอบกลับไป แต่ก็ไม่ทันข้อความที่ถูกส่งมาอย่างเร่งรีบจากอีกฝ่ายเสียก่อน

‘ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ’

‘.....’

‘แค่คิดถึง’

‘.....’

‘แล้วก็อยากเจอ...’


‘.....’

‘ฮะๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ...ไว้ทีหลังก็ได้นี่เนอะ’

‘.....’

‘ขอโทษนะที่พูดอะไรแปลกๆ นายพักผ่อนเถอะ ฉันต้องไปทำงานแล้วเหมือนกัน’


ข้อความจบลงเพียงแค่นั้น

แต่ มันก็ทำให้คนป่วยยอมละมือจากปุ่มโทรออก ก่อนจะเบนสายตาไปยังเฝือกแข็งๆ ที่ห่อหุ้มข้อเท้าอันปวดระบมจนแทบไร้ความรู้สึกของตัวเอง เขาเอนตัวขึ้นนั่ง...พยายามลุกขึ้น

ก่อนสุดท้ายจะต้องทรุดตัวลงไปนั่งเหมือนเดิมอยู่ดี

ชองยุนโฮยอมรับว่าเขาโกรธตัวเอง

โกรธที่อ่อนแอ โกรธที่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจนทำให้ตัวเองเจ็บ โกรธที่ทำให้ตารางงานยกเลิก โกรธที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วง

และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด


เขาโกรธขาของตัวเองเหลือเกินที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะไปหาคิมแจจุงแบบนี้


ขอโทษ...

‘อย่าร้องไห้เลยนะ ฉันขอโทษ’

มันเป็นข้อความสุดท้ายที่คิมแจจุงยังไม่ได้อ่าน
 




- Behind the light -
 





มันเป็นเย็นวันหยุดที่แสนน่าเบื่อในความรู้สึกคิมแจจุง


ที่เขาเบื่อก็คงไม่มีอะไรนอกจากตัวเอง

เบื่อที่งี่เง่า เบื่อที่เป็นคนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย

เบื่อตัวเองที่เอาแต่คิดถึงยุนโฮ...

ทั้งๆ ที่ทุกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้มันก็ดีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไม บางทีมันก็มีหลายครั้งที่รู้สึกน้อยใจขึ้นมา

น้อยใจที่เห็นคนอื่นยืนข้างๆ ยุนโฮ น้อยใจที่เห็นใครๆ ได้ยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องหลบสายตาใคร


ที่ตรงนั้นที่เคยเป็นของเขา...

ตอนนี้เหลือเพียงแค่เงาเท่านั้น


มัน ก็จริงที่เรายังรักกัน แม้จะไม่มีใครมองเห็น หรือให้ใครเห็นไม่ได้ก็ตาม แต่ทุกๆ ครั้งที่พบกัน แจจุงก็คิดอยู่เสมอว่าได้เท่านี้เขาก็มีความสุขมากพอแล้ว

แต่บางทีมันอาจจะเป็นความเศร้าในโชคชะตาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของเขาก็เป็นได้

ความรู้สึกเหงาๆ ที่แม้จะคิดถึงแค่ไหนก็พูดออกไปไม่ได้ แม้จะรักแค่ไหนก็บอกใครไม่ได้

แม้แต่ในเวลาที่อยากจะเจอแบบนี้ เวลาที่อยากจะไปดูแลแล้วก็นั่งข้างๆ แบบนี้...เขาก็ทำไม่ได้


เขาทำผิดอะไรหรือ?


ทำไมสุดท้ายถึงอยู่ได้แค่ในเงาแบบนี้...ทำไมถึงกลายเป็นสิ่งอันตรายสำหรับยุนโฮไปแบบนี้

หลัง จากได้ข่าวจากน้องชาย แน่นอนว่าไม่นานเกินรอ ข่าวก็เริ่มแทรกซึมออกมาในหมู่แฟนคลับเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของชองยุนโฮ รวมไปถึงเรื่องการยกเลิกโปรโมตต่างๆ ของทงบังชินกิ พวกเขาแสดงความเป็นห่วงแล้วก็เป็นกังวลกันอย่างมากมาย บ้างก็ส่งของไปให้...ไหนจะเพื่อนๆ และครอบครัวที่ตามไปเยี่ยมเยียนอีกล่ะ

ใครๆ ก็แสดงความรักต่อชองยุนโฮได้

แล้วคิมแจจุงล่ะทำอะไรได้บ้าง?


นอกจากนั่งเหงาๆ อยู่ตรงนี้

ดูคนอื่นที่อยู่ตรงนั้น ใครต่อใครที่เดินเข้ามาแทนที่เขาตรงนั้น

และแม้ว่าเขาจะเกลียดความเหงาสักเท่าไร

เกลียด...ที่ต้องอยู่คนเดียวสักเท่าไร


แต่สุดท้าย...ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดีไม่ใช่หรือ?


‘ทำอะไรอยู่’



แล้วข้อความจากใครบางคนก็เข้ามาในเวลานั้นพอดีราวกับรู้ถึงความเหงาในใจของเขา

แจ จุงไม่อยากจะเชื่อว่ามีเรื่องบังเอิญแบบนั้นในโลก แต่ก็ห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้เลยตอนที่เห็นชื่อของใครบางคนที่เป็นเจ้าของข้อ ความสั้นๆ ประโยคนั้น

ไม่รู้ว่าจะร้องไห้ทำไม ทั้งๆ ที่ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ แต่แจจุงก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด

เขาพิมพ์ตอบอีกคน บ้างก็ส่งสติ๊กเกอร์ตลกๆ กลับไป...แม้ว่าน้ำตาจะยังคงไหลอยู่แบบนั้น

โปรแกรมแชทที่มีแต่ตัวหนังสือก็ดีแบบนี้...


เพราะมันก็คงจะแย่น่าดูถ้ายุนโฮตัดสินใจจะโทรมาฟังเสียงร้องไห้ที่น่ารำคาญที่สุดของเขาอย่างตอนนี้


คุยอยู่ได้ไม่นานก็ตัดสินใจจะออกไปดื่มเพื่อลบความฟุ้งซ่านของตัวเอง

แล้วหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ....





- Behind the light -
 
 




มันเป็นค่ำคืนที่บางทีทั้งยุนโฮและแจจุงก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร


รู้ตัวอีกที ร่างผอมบางของใครบางคนก็มายืนที่หน้าประตูแล้ว

ไฟทุกดวงดับมืดสนิท สรรพสิ่งเงียบงัน มีเพียงเสียงกระซิบเบาๆ จากร่างสูงโปร่งที่เป็นคนนำเขามาที่นี่เท่านั้น

“เสร็จแล้วก็คาคามาหาผมนะ พี่”

ใบหน้าหวานพยักแผ่วเบา ก่อนจะปล่อยให้อีกคนเดินออกไป

เสียงประตูปิดลง พร้อมกับความเงียบสงบที่เริ่มเข้ารายล้อมห้องพักผู้ป่วยแห่งนี้อีกครั้ง

นัยน์ตากลม โตมองลอดความมืดมิด ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เตียงที่มีร่างของใครบางคนที่เขาจำได้ขึ้นใจหลับใหลอยู่ จากมุมนี้ เขาเห็นเปลือกตาหนาปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนป่วยนั้นทำให้หัวใจของแจจุงเต้นแรง...

ชองยุนโฮอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเขาเท่านั้น

ร่างบอบบางนั่งลงเคียงข้าง เผลอใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่ข้างแก้มกร้านแผ่วเบา

อุ่น

เป็น เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไรนักจากตารางงานที่หนักหน่วงของอีกฝ่าย แจจุงจึงห้ามความรู้สึกคิดถึงที่ไม่ต่างอะไรจากมีดที่กรีดหัวใจของเขาลึก ขึ้นทุกวันๆ แบบนี้ได้เลย


ก็เพราะเราเคยอยู่ด้วยกันทุกวัน



เคยมีช่วงเวลา...ที่ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไร ก็ได้ยืนข้างๆ กัน

ได้พูดคุย ได้เดินทาง

ตื่นเช้า กินข้าว นอนหลับ

หัวเราะและร้องไห้...ด้วยกันทุกๆ วัน

มันจึงไม่ใช่เรื่องที่จะชินง่ายๆ เลย...ที่จะลืมความรู้สึกเหล่านั้น



ไม่ใชเรื่องที่จะชินได้ง่ายๆ...ที่จะต้องกลายเป็นเงาอยู่เพียงข้างหลังแบบนี้


ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่ร้องไห้ แต่สุดท้ายน้ำตาของคนขี้แยก็ไหลออกมาจนได้

ร่างบางลุกขึ้นยืนในที่สุด ละสายตาออกจากใบหน้าของคนที่เป็นเจ้าของหัวใจ ก่อนจะหันหลังแล้วผละออกไป


หากไม่มีสัมผัสหนึ่งรั้งข้อแขนเล็กเอาไว้


“คิดจะไป โดยไม่ทักทายกันหน่อยเลยหรือไง”


เสียง ทุ้มแผ่วเบาที่เอ่ยดังขึ้นเร่งจังหวะหัวใจที่เคยเงียบสงบให้เต้นรัวเป็นกลอง แจจุงสูดหายใจลึก ในขณะที่พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล “ปล่อยฉัน...ยุนโฮ”

“นายเป็นอะไร”

“ถ้ามีคนมาเห็นมันจะไม่ดี”

“ไม่มีหรอก” เขาตอบ พลางพยายามรั้งอีกฝ่ายให้หันหน้ามามองกัน  “นายแค่บอกฉันมาว่านายเป็นอะไร”

เป็นอะไร?


เป็นอะไรอย่างนั้นหรือ...

หลัง จากพยายามหลบตาอีกฝ่ายอยู่พักใหญ่ ใบหน้านวลงามก็ยอมกลับไปสบตากันในที่สุด แก้วตาใสสะท้อนแววเจ็บปวด ในขณะที่ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าครอบงำจิตใจ...เขาเหนื่อยเหลือเกิน

เหนื่อยที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ

เหนื่อยที่เป็นได้เพียงแค่คนที่อยู่ในเงา

เมื่อไรนะ...ที่เขาจะหลุดพ้นจากความทรมานนี้ได้เสียที



“นายอยากรู้จริงๆ น่ะเหรอว่าฉันเป็นอะไร”

และจะเป็นเพราะความอึดอัดเพียงชั่ววูบหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในที่สุดแจจุงก็พูดออกไป

ถ้อยคำที่บางทีก็อาจจะแค่ระบายความเหนื่อย

แต่กลับทำร้ายจิตใจคนฟังให้เจ็บร้าวทรมานกว่าเป็นเท่าตัว


“เอาจริงๆ นะ...”

“.....”

“ฉันคิดมาสักพักแล้ว...ว่าเราน่ะ จะไปด้วยกันรอดจริงๆ เหรอ”

“.....”

“จะเจอ ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ...อีกทั้งยังเป็นผู้ชาย...พูดถึงก็ไม่ได้ มาหาก็ไม่ได้ บอกใครก็ไม่ได้”

“.....”

“เป็นแค่คนรู้จักยังยาก...แล้วแบบนี้เราจะเป็นคนรักกันได้จริงๆ เหรอ”

“.....”


“หรือบางที...เราควรจะห่างกันเพื่อทบทวนเรื่องนี้อีกทีดีนะ?...ยุนโฮ”



สิ้นประโยคตัดพ้อที่แสนโหดร้ายนั้นแล้ว ทั้งห้องก็หลงเหลือเพียงความเงียบงันกับเสียงหัวใจที่เต้นด้วยความเจ็บปวดสองดวงเท่านั้น

ไม่ มีคำตอบใดจากคนป่วย และดูเหมือนนั่นจะยิ่งทำให้คนที่ท้อแท้กับความรักครั้งนี้เต็มทียิ่งหมดหวัง ใบหน้าหวานหันหลังกลับ ก่อนจะเตรียมเดินออกจากห้องไป

หากไม่ถูกเสียงทุ้มกับสัมผัสแข็งแกร่งยึดรั้งข้อมือเอาไว้


...อีกครั้ง



“อย่า...”


“.....”

“อย่าไป”


“.....”

“ถ้านายออกจากห้องนี้ไป...ฉันจะฆ่านาย”

เขา บอก ในขณะที่กำข้อมือขาวแน่นขึ้นจนมันขึ้นรอยแดง ก่อนเสียงตะกุกตะกักทางด้านนอกจะทำให้คนหน้าหวานยิ่งออกแรงสะบัด “ปล่อยฉันก่อนยุนโฮ มีคนมา”

“ไม่”

“บ้าหรือไง เดี๋ยวคนก็เห็นกันพอดี” เขาให้เหตุผล แต่คนป่วยที่มีแรงเยอะกว่าที่แจจุงคิดไว้มากนักก็ไม่ยอมถอยแล้ว

“เห็นแล้วยังไงล่ะ?” เสียงทุ้มเอ่ยเกรี้ยว “เอาสิ ก็ดี ให้มันรู้กันไปเลย”

“นายจะบ้าไปแล้วรึไง”

“นาย นั่นแหละที่บ้า!” เขาตะคอก และนั่นทำให้ร่างบางสะดุ้งไหวด้วยความตกใจ ก่อนเสียงทุ้มสั่นๆ ที่เอ่ยตามมาจะทำให้หัวใจทั้งดวงยิ่งวูบไหว

“.....”

"จะให้ฉันยอมปล่อยนาย...ทั้งๆ แบบนี้”

“.....”

“ปล่อย...ทั้งที่ๆ นายกำลังร้องไห้...แล้วหัวใจฉันก็ยังเจ็บปวดแบบนี้น่ะเหรอ?”

“.....”

“นาย บอกจะให้เวลาฉันทบทวนเรื่องของเราใช่ไหม” เขาถาม พลางเสนัยน์ตาคมที่แสนเจ็บปวดขึ้นสบตาคนใจร้ายตรงหน้า “ไม่จำเป็นหรอก...เพราะถ้าอยากได้คำตอบ ฉันก็จะตอบให้ตอนนี้เลยก็ได้”

“.....”

“ฉันน่ะไม่รู้หรอกนะ”  เขาแค่นยิ้ม “ว่าถ้าเราเลิกกัน...จะทำให้นายมีความสุขอยู่กว่าที่เป็นตอนนี้ไหม”

“.....”

“แต่สำหรับฉัน...ฉันจะยอมทรมานแบบนี้ไปจนตาย ดีกว่าการที่จะให้อยู่โดยไม่มีนาย...เข้าใจไหม?”


สิ้นคำนั้น ราวกับทำนบน้ำตาและความอดทนที่มีอยู่ทั้งหมดพังทลาย

คน ที่ตั้งใจจะกลั้นร้องไห้ให้ได้และเย็นชากับอีกฝ่ายอย่างที่ตั้งใจปล่อยโฮออก มาราวกับเด็กๆ แจจุงเอาแต่ร้องไห้ ในขณะที่ร่างสูงของคนป่วยค่อยๆ ยันกายขึ้นมานั่งบนเตียงนอน ยุนโฮไม่แม้แต่จะยอมปล่อยมือ มิหนำซ้ำยังโอบอีกคนที่ช่างขี้แยเสียเหลือเกินเข้ามากอดแน่น

“อย่า ทำแบบนี้อีก” ใบหน้าคมฝังทั้งจมูกและปากลงบนกลุ่มผมนิ่ม แผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่ไม่ว่าใครก็มองว่าเขาเข้มแข็งสั่นเทาไม่แพ้กัน อ้อมแขนแกร่งกอดรัดคนตรงหน้าเอาไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

“อย่าทำเหมือนว่าจะไปจากฉัน...อย่าทำเหมือนกับว่านายจะยอมแพ้”

“ฮ...ฮึก”

“ฉันไม่รู้ว่าการที่ต้องอยู่แบบนี้ทำให้นายอึดอัดมากไหม...” เขาเอ่ย “แต่ขอร้อง ช่วยอดทนอีกนิดจะได้ไหม"

"....."

"สำหรับฉันตอนนี้ ความรักที่ดีหรือเปิดเผยอะไรนั่นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”

“.....”

“มันไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับฉัน...ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่นาย”

“.....”

“ฉัน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ตัวเองรู้สึกแบบนี้...” เสียงทุ้มเอ่ย “มีหลายครั้งที่ฉันอยากจะเกลียดนาย หลายครั้งที่รู้สึกอิจฉาคนอื่นที่อยู่ข้างนาย แล้วบางทีก็อยากจะหนีออกจากความรู้สึกนี้ไปให้พ้นๆ”

“.....”

“แต่ไม่ว่าจะทะเลาะกันกี่ครั้ง เลิกกันกี่ครั้ง วิ่งหนีจากนายไปซักกี่ครั้ง”

“.....”

“ไม่รู้ทำไม..หัวใจของฉันถึงกลับมาที่เดิมทุกที”

“ฮ...ฮึก...”

“ฉัน ไม่รู้ว่านายจะรู้สึกเหมือนกันไหม ไม่รู้ว่านายจะคิดว่ารักครั้งนี้มันจะแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนเคยหรือ เปล่า” อ้อมแขนแข็งแรงออกแรงแน่นขึ้นอีกนิด “แต่สำหรับฉัน...สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้มันนานเกินไปแล้ว”

“.....”


“นาน...จนทำให้ฉันลืมนายไม่ได้อีกแล้ว”


“ฮึก...ข...ขอโทษ” เสียงหวานเอ่ยระล่ำระลัก “ฉันข..ขอโทษ....ไม่เลิกแล้ว...ไม่เอาแล้ว...ยุนโฮ...”

“.....”

“ฉันขอโทษที่งี่เง่า ที่น้อยใจ...” เขาสะอึก “ต่อให้ฉันจะเป็นได้แค่เงา...หรืออะไรก็ตามไปตลอดชีวิต มันก็ไม่จำเป็นแล้วเหมือนกัน“

“.....”

“แค่ให้ฉันได้อยู่กับนายแบบนี้ อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้...ก็พอแล้ว”


 
 
 
 
- Behind the light -
 
 




มันเป็นช่วงเวลาใกล้รุ่งสางที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นเหลือเกินในความรู้สึกของชิมชางมิน



เด็กหนุ่มค่อยๆ เดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกระเช้าผลไม้ในมือหอบหนึ่ง

สาย ตาคมทอดมองไปยังร่างของคนสองคนบนเตียงที่โอบกอดกันอยู่ในห้วงนิทราก่อนจะเผย รอยยิ้มออกมา เขายกสองแขนขึ้นบิดยืดเส้นให้คลายเมื่อย ก่อนจะวางกระเช้าแสนสวยที่มีโพสอิทใบเล็กติดอยู่ลงบนโต๊ะเล็กข้างเตียงของคน ป่วยแผ่วเบา

เอาล่ะ...งั้นก็ได้เวลาไปเที่ยวของชิมชางมินแล้วสินะ  : )



และบางที...แม้จะเป็นได้เพียงแสงและเงาซึ่งกันและกัน

แต่นั่นก็หมายความว่า...พวกเขาจะไม่อาจแยกจากกันได้เช่นกัน



‘มีของเยี่ยมแค่นี้ อยากได้ของดีก็รีบหายเร็วๆ แล้วมาหาที่บ้านละกัน จาก น้องชายหัวเถิกกับเด็กหน้าตาดี’




 
 
fin.